เอกนิติ เปรียบเป็น ‘หมอเศรษฐกิจ’ มุ่งแก้ตรงจุด ไม่ตอบหลัง อนุทิน ตั้งเป้า GDP โตเกิน 2.1%
รมว.คลัง ย้ำ GDP เท่าไหร่ไม่สำคัญแต่ต้องถูก ปัดตอบหลัง อนุทิน หวังโตเกิน 2.1% เปรียบตังเองเป็นหมอวินิจฉัยปัญหาเศรษฐกิจต้องแก้ให้ตรงจุด ยัน ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ชง ครม.พรุ่งนี้ อัดฉีด 5 หมื่นต่อหลังคาเรือน 1 ล้านสิทธิ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ว่า GDP ของไทยปีนี้โตเกิน 2.1% แน่นอน ว่า เป็นเรื่องของสภาพัฒน์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องทำตัวเลข
“ผมก็เหมือนหมอ เป็นคนวินิจฉัยโรค ส่วนเครื่องมือหากใช้วินิจฉัยโรคไม่ถูกต้อง เราก็สามารถสั่งยาผิดได้ ดังนั้นวันนี้ GDP เท่าไหร่ไม่สำคัญ แต่ขอให้ถูกต้อง หมอจะได้วินิจฉัยโรคและปัญหาที่ถูกต้อง ย้ำว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะเป็นเท่าไหร่ไม่สำคัญ เรารู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน หากเศรษฐกิจดีแต่ไม่กระจายตัว หมอก็ต้องไปแก้เรื่องการกระจายตัว ซึ่งวันนี้เป็นปัญหาของทั้งโลก”
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World BankGroup) และ นางสาว คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บอกว่าประเทศไทยถือว่าโชคดีที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของ AI แต่จะทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์ หมอจึงต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ตนวินิจฉัยและแก้ปัญหาได้ถูก
นายเอกนิติ ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้กรอบเงินกู้ของรัฐบาลว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ (27 ต.ค.) กระทรวงมหาดไทย เตรียมเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเรื่องนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองที่กระทรวงการคลัง เรียบร้อยแล้ว เพื่อเร่งสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเปิดโอกาสให้ครัวเรือนรายย่อยกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขายคืนเข้าสู่ระบบสายส่งสร้างรายได้
นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเดิมมุ่งเน้นในรูปแบบโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) แต่คณะกรรมการกลั่นกรองได้พิจารณาข้อจำกัดของประชาชนอย่างรอบด้าน เนื่องจากที่พักอาศัยของบางครัวเรือนอาจมีโครงสร้างหลังคาที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการติดตั้ง จึงได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นดิน รวมถึงในแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำในรูปแบบโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ด้วย
เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันไทยยังคงต้องพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูงมาก โดยการผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศจะช่วยลดภาระการนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับมาตรการอุดหนุน รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตรงให้แก่ประชาชนครัวเรือนละ 50,000 บาท กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านสิทธิ์[2][3] โดยมอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้หลังจากที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์ได้ทันที
รองนายกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการนี้คือการปรับบทบาทของประชาชน จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อไฟฟ้าฝ่ายเดียว มาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบสายส่ง (Grid) ของการไฟฟ้าได้ ทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยมีโอกาสสร้างรายได้โดยตรงจากหลังคาบ้านหรือพื้นที่ของตนเอง
ส่วนกรณีข้อกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้านั้น นายเอกนิติชี้ แจงว่า คณะกรรมการกลั่นกรองได้อนุมัติงบประมาณจากเงินกู้อีกส่วนหนึ่งให้แก่ กฟน. และ กฟภ. เพื่อนำไปใช้ดำเนินการเปลี่ยนเป็นมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการโดยตรงเพื่อทำหน้าที่คำนวณและรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่สายส่ง ประชาชนจึงไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมิเตอร์ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ในส่วนของแนวทางการบริหารจัดการด้านเงินลงทุน รัฐบาลได้จัดเตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างครบวงจร โดยกลุ่มที่มีเงินลงทุนรัฐบาลจะร่วมจ่ายสมทบให้ทันทีครัวเรือนละ 50,000 บาท กลุ่มที่ไม่มีเงินก้อนล่วงหน้าได้ประสานงานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ ธ.ก.ส. (สำหรับกลุ่มเกษตรกร) เพื่อปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับนำมาใช้ลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์ประชาชนจึงไม่ต้องควักเงินก้อนออกมาลงทุนก่อน
แต่สามารถนำรายได้ที่ได้จากการขายกระแสไฟฟ้าคืนให้แก่การไฟฟ้ามาชำระคืนเงินกู้ในภายหลัง
ส่วนกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์ไปแล้วหรือไม่ประสงค์ใช้เงินกู้ หรือเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเนื่องจากมีเงินทุนอยู่แล้วกรมสรรพากรได้มีมาตรการทางภาษีรองรับ โดยเปิดให้นำค่าใช้จ่ายจากการติดตั้งระบบโซลาร์มาใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท
นอกจากนี้ นายเอกนิติ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เสนอเข้ามา คือโครงการปรับปรุงและยกระดับระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Grid Upgrade) ทั่วประเทศ
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหาราคาพลังงานที่มีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น การยกระดับระบบสายส่งไฟฟ้าจึงถือเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย เพื่อให้โครงข่ายมีความพร้อมและมีเสถียรภาพในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน