โหมโรงก่อนเลือกตั้ง Midterm สหรัฐ 2026 นักลงทุนต้องจับตาอะไรบ้าง ?
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้
วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ สหรัฐจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม หรือ Midterm Election ซึ่งแม้จะไม่ได้เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ แต่ผลการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และตลาดการเงินสหรัฐ ในช่วงสองปีที่เหลือของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ไม่น้อย
ครั้งนี้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง โดยปัจจุบันพรรค Republican ครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา โดยในสภาผู้แทนราษฎร Republican มี 218 ที่นั่ง ส่วน Democrat มี 214 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภา Republican มี 53 ที่นั่ง เทียบกับ Democrat และสมาชิกอิสระที่ร่วมกลุ่มกัน 47 ที่นั่ง ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอยู่ที่ว่า รัฐบาล Trump จะยังสามารถผลักดันกฎหมายสำคัญผ่านสภาได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะนโยบายภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
หาก Republican ยังครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา รัฐบาล Trump จะยังมีช่องทางผลักดันกฎหมายด้านภาษีและงบประมาณได้มากกว่าในกรณีที่เสียงข้างมากเปลี่ยนมือ โดยเฉพาะมาตรการลดภาษีหรือกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา นโยบายลักษณะนี้อาจช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายและผลประกอบการภาคธุรกิจ แต่ต้องพิจารณาด้านต้นทุนด้วย เพราะหากรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายหรือลดภาษีโดยไม่มีรายได้มาชดเชยเพียงพอ ก็อาจทำให้การขาดดุลงบประมาณและความต้องการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ Bond Yield ถูกกดดันให้สูงขึ้นได้ สำหรับตลาดหุ้น นโยบายที่ช่วยเพิ่มกำไรบริษัทอาจเป็นปัจจัยสนับสนุน แต่หาก Bond Yield สูงขึ้นมากจนกดดันมูลค่าหุ้น ผลบวกก็อาจถูกหักล้างบางส่วน
แต่ถ้า Democrat กลับมาครองสภาผู้แทนราษฎร หรือได้เสียงข้างมากทั้งสองสภา การออกกฎหมายสำคัญของรัฐบาล Trump อาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่สภาอาจเพิ่มการตรวจสอบฝ่ายบริหารและมีการเจรจาเรื่องงบประมาณที่เข้มข้นขึ้น ภาวะที่ทำเนียบขาวกับสภาถูกควบคุมโดยคนละพรรค ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจหรือหุ้นจะต้องแย่ลง เพราะข้อจำกัดในการออกกฎหมายอาจทำให้นโยบายใหม่ที่กระทบธุรกิจเกิดขึ้นได้ยากขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นแบบนี้ นักลงทุนต้องระวังความเสี่ยงจากการเจรจางบประมาณ การปิดหน่วยงานรัฐบาลชั่วคราว หรือข้อขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดในบางช่วง
ทั้งนี้ การเปลี่ยนเสียงข้างมากในสภาไม่ได้ทำให้นโยบายของ Trump เปลี่ยนทั้งหมดทันที เพราะมาตรการด้านการค้า ภาษีนำเข้า และการกำกับดูแลบางประเภทสามารถดำเนินการผ่านอำนาจฝ่ายบริหารภายใต้ขอบเขตกฎหมายที่มีอยู่ได้ และประธานาธิบดียังมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย
ตลาดหุ้นไม่ได้กลัวการเลือกตั้งเท่ากับความไม่แน่นอน
หากย้อนดูสถิติ Midterm Election ตั้งแต่ปี 1974 ตามการศึกษาของ Charles Schwab พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 1.7% ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมถึงวันเลือกตั้ง แต่ในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้งดัชนีกลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 12.4% ซึ่งสถิตินี้ไม่ได้ยืนยันว่าหุ้นต้องขึ้นหลังวันที่ 3 พฤศจิกายน แต่สะท้อนพฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นว่า เมื่อตลาดรู้ผลเลือกตั้งแล้ว นักลงทุนสามารถประเมินทิศทางนโยบายได้ชัดเจนขึ้น ความไม่แน่นอนที่เคยกดดันการตัดสินใจลงทุนจึงอาจลดลง
อย่างไรก็ตาม ปี 2026 มีเงื่อนไขแตกต่างจากการเลือกตั้งหลายครั้งในอดีต เพราะสหรัฐกำลังเผชิญทั้งเงินเฟ้อสูง ราคาพลังงานที่ผันผวน และFed ที่กลับมาใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ซึ่งล่าสุดเงินเฟ้อเดือนกันยายนเร่งขึ้นเป็น 3.7% ขณะที่ Bond Yield อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวเหนือ 5% และหนี้รัฐบาลสหรัฐผ่านระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว
ตัวเลขเหล่านี้อาจมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากกว่าผลเลือกตั้ง เพราะต่อให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ถ้าเงินเฟ้อยังสูงจน Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ ตลาดหุ้นก็จะยังมีแรงกดดันไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาที่สุดอาจเป็นตลาดพันธบัตร
สหรัฐกำลังมีภาระขาดดุลงบประมาณระดับเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยรัฐบาลสูงขึ้นมาก การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเกี่ยวข้องกับตลาดพันธบัตรโดยตรง เพราะนโยบายภาษีและการใช้จ่ายจะส่งผลต่อจำนวนเงินที่รัฐบาลต้องกู้ในอนาคต หากตลาดมองว่านโยบายหลังเลือกตั้งทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่ม หรือเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ Bond Yield ก็อาจปรับสูงขึ้น แม้นโยบายเหล่านั้น จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจระยะสั้นก็ตาม โดยเฉพาะประธานาธิบดี Trump ที่ประกาศว่าหากพรรค Republican ชนะทั้ง 2 สภา จะมีมาตรการแจกเงินให้คนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน หากการเจรจาในสภาทำให้มาตรการใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้นได้จำกัด ก็อาจลดแรงกดดันด้านการกู้เงินส่วนเพิ่ม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Yield จะลดลงทันที เพราะหนี้เดิมและภาระขาดดุลที่มีอยู่ยังสูงมาก
การเลือกตั้ง Midterm ครั้งนี้อาจเปลี่ยนคนที่มีอำนาจออกกฎหมาย แต่ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐภายในคืนเดียว หลังวันที่ 3 พฤศจิกายน ตลาดจะค่อย ๆ หันกลับมาประเมินว่ารัฐบาลมีพื้นที่ดำเนินนโยบายมากแค่ไหน มาตรการเหล่านั้นกระทบฐานะการคลังอย่างไร และ Fed จะตอบสนองต่อเงินเฟ้ออย่างไรต่อไป
สำหรับนักลงทุน ผลเลือกตั้งเป็นข้อมูลสำคัญ แต่สิ่งที่ต้องติดตามควบคู่กันคือทิศทางกำไรบริษัท เงินเฟ้อ และ Bond Yield เพราะผลเลือกตั้งอาจกำหนดว่าใครมีอำนาจใช้เงินของรัฐบาล แต่ต้นทุนของเงินก้อนนั้นยังต้องถูกกำหนดโดยตลาดพันธบัตรอยู่ดี