เจ้าพระยาพ้นช่วงวิกฤต เร่งระบายน้ำออกทุ่ง จับตาฝนใหม่ 2-6 พ.ย. น้ำทะเลหนุนซ้ำ
สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาเริ่มส่งสัญญาณคลี่คลาย หลังปริมาณน้ำตอนบนลดลงต่อเนื่อง กรมชลประทานทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากระดับ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 30 ตุลาคม เปิดทางให้เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่การเกษตร เพื่อดึงพื้นที่กลับเข้าสู่รอบการผลิตใหม่
แต่โจทย์บริหารน้ำยังไม่จบ เพราะพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสะสมตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคมสูงถึง 1.831 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ที่สำรวจยืนยันความเสียหายแล้วประมาณ 4.32 แสนไร่ ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว และในช่วงวันที่ 2-6 พฤศจิกายน ประเทศไทยยังมีโอกาสเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน ฝนหนักบางแห่ง ประกอบกับช่วง 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน มีความเสี่ยงน้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำสายหลักหลายแห่ง ทำให้การเร่งระบาย “น้ำค้างทุ่ง” ต้องเดินควบคู่กับการรักษาสมดุลน้ำสำหรับฤดูเพาะปลูกใหม่และการป้องกันผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ
เจ้าพระยาลดระบายเหลือ 700 คิว
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น โดยกรมชลประทานได้ทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ล่าสุดจาก 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2569 และจะรักษาระดับดังกล่าวต่อเนื่อง
อัตราการระบาย 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นระดับที่กรมชลประทานประเมินว่าจะไม่ทำให้น้ำท้ายเขื่อนเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ทยอยลดกลับเข้าสู่ตลิ่ง และเปิดช่องให้สามารถสูบน้ำที่ยังท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เขื่อนเจ้าพระยายังระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานคาดว่าจะลดเหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีได้ภายในต้นเดือนพฤศจิกายน แต่สถานการณ์น้ำตอนบนที่ลดลงทำให้สามารถปรับลดได้เร็วกว่ากำหนดเดิม
เร่งสูบน้ำออกทุ่ง-เตรียมนาปรัง
เมื่อภาระน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลง เป้าหมายสำคัญจึงเปลี่ยนมาอยู่ที่การเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและทุ่งรับน้ำ เพื่อให้ประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเกษตรกรเตรียมพื้นที่สำหรับฤดูผลิตถัดไป
กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมชลประทานระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลเข้าสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่ยังท่วมขัง โดยจะไม่ระบายออกทั้งหมด แต่บริหารให้มีน้ำค้างทุ่งในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้เตรียมแปลงสำหรับการเพาะปลูกรอบใหม่ได้
ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมชลประทานลงพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาและท่าจีนเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม โดยให้ลดปริมาณน้ำที่รับเข้าทุ่งบริเวณประตูระบายน้ำพลเทพ จังหวัดชัยนาท และประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ให้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรที่ยังมีน้ำท่วมขัง
ส่วนการระบายน้ำออกจากทุ่ง มีทั้งการระบายลงแม่น้ำท่าจีนผ่านประตูระบายน้ำบางสามและสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือ จังหวัดสุพรรณบุรี และการระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านสถานีสูบน้ำสิงหนาท 2 อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แผนบริหารน้ำจะลดปริมาณน้ำที่ระบายลงท่าจีน หรือปรับจังหวะการระบายให้สัมพันธ์กับระดับน้ำทะเล พร้อมเพิ่มการระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาให้มากที่สุด แต่ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชนท้ายน้ำ
น้ำท่วมกระทบเกษตร 1.83 ล้านไร่
แม้ระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสียหายของภาคเกษตรยังเป็นอีกโจทย์ใหญ่
นายกฤษ อุตตมะเวทิน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยช่วงวันที่ 1 กันยายน-18 ตุลาคม 2569 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 56 จังหวัด เกษตรกรประมาณ 1.7 แสนราย พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบประมาณ 1.831 ล้านไร่
ขณะนี้มีการสำรวจแล้ว 50 จังหวัด คิดเป็น 39.1% พบเกษตรกรได้รับความเสียหาย 51,689 ราย พื้นที่เสียหายประมาณ 431,872.36 ไร่
ในจำนวนดังกล่าว “นาข้าว” ได้รับความเสียหายมากที่สุดประมาณ 333,785.49 ไร่ ตามด้วยพืชไร่และพืชผักประมาณ 73,552.36 ไร่ และไม้ผลไม้ยืนต้นประมาณ 24,224.9 ไร่ โดยคาดว่าจะสำรวจและดำเนินการช่วยเหลือแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569
เปิด 3 ขั้นตอนขอเยียวยา
สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย จะต้องดำเนินการ 3 ขั้นตอนสำคัญ
ขั้นแรก ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรว่าพืชที่ได้รับความเสียหายได้ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัยหรือไม่
ขั้นที่สอง ยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ กษ 01 ผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ พร้อมผ่านการตรวจสอบและรับรองความเสียหายจากหน่วยงานในพื้นที่
และขั้นที่สาม เข้าร่วมประชาคมและติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบ หากได้รับสิทธิ ธ.ก.ส.จะทยอยโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ. 2568
น้ำต้นทุนยังอยู่ระดับสูง
ด้านสถานการณ์น้ำต้นทุน ภาพรวมวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมประมาณ 66,493 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 82% ของความจุเก็บกักรวม และมีน้ำใช้การประมาณ 42,367 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 75%
เมื่อแยกรายภาค ภาคตะวันตกมีสัดส่วนน้ำในอ่างสูงที่สุด 97% ของความจุ รองลงมาภาคตะวันออก 89% ภาคเหนือ 76% ภาคกลาง 73% ภาคใต้ 70% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 69%
ส่วนเขื่อนหลักภาคใต้ เขื่อนรัชชประภามีน้ำ 4,273 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ของความจุ และเขื่อนบางลางมีน้ำ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โจทย์บริหารน้ำช่วงปลายฤดูฝนเปลี่ยนจากการสร้างพื้นที่รองรับน้ำหลาก มาสู่การหาจังหวะระบายน้ำส่วนเกินออกจากพื้นที่เกษตร ควบคู่กับการเก็บน้ำต้นทุนไว้รองรับฤดูแล้งและการเพาะปลูกครั้งใหม่
ภาคใต้คลี่คลาย แต่ยังไม่พ้นเสี่ยง
อีกด้านหนึ่ง ภาคใต้ซึ่งถูกจับตาเรื่องฝนหนักในช่วงปลายเดือนตุลาคม เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย หลังหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนลงสู่ทะเลอันดามันแล้ว
อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 ตุลาคม ยังตรวจพบฝนสะสม 24 ชั่วโมงสูงสุดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 143 มิลลิเมตร บริเวณสถานีบ้านไทรคู่ อำเภอบางสะพาน และจังหวัดภูเก็ต 124 มิลลิเมตร ที่สถานีสะพานดำรง อำเภอเมืองภูเก็ต
กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ฝนหนักมีแนวโน้มลดลงในระยะสั้น แต่ช่วงวันที่ 5-6 พฤศจิกายน มีโอกาสที่ฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ทำให้หน่วยงานด้านน้ำยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องจนกว่าจะพ้นฤดูฝน
2-6 พ.ย. ฝนใหม่จ่อเข้า
ข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ เวลา 07.00 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน ยังระบุว่า ช่วงวันที่ 2-6 พฤศจิกายน ประเทศไทยจะเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง
เท่ากับว่า แม้แนวโน้มลุ่มเจ้าพระยาจะดีขึ้นและกำลังเร่งระบายน้ำออกจากทุ่ง แต่ยังต้องเผื่อพื้นที่สำหรับรับปริมาณฝนใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่เพิ่งผ่านภาวะน้ำท่วมซึ่งระบบระบายน้ำยังไม่กลับเข้าสู่สภาวะปกติทั้งหมด
ซ้ำด้วย “น้ำทะเลหนุน” 31 ต.ค.-4 พ.ย.
ความเสี่ยงอีกตัวคือ “น้ำทะเลหนุนสูง” ซึ่ง สทนช.ประกาศเฝ้าระวังระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2569
ปัจจัยมาจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมฝ่ายตะวันออกและคลื่นลมมีกำลังแรง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และดันระดับน้ำบริเวณปากแม่น้ำที่เชื่อมต่อทะเลเพิ่มตาม
พื้นที่เฝ้าระวังครอบคลุมริมแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง โดยเฉพาะชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ พื้นที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร ตลอดจนเส้นทางสุขุมวิท สุขสวัสดิ์ และพระราม 2
จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม
จาก “รับน้ำ” สู่ “คืนพื้นที่เกษตร”
ทิศทางการบริหารน้ำช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนจึงเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากช่วงก่อนหน้าที่ต้องควบคุมมวลน้ำตอนบนและใช้พื้นที่ลุ่มเป็นพื้นที่รองรับน้ำ มาเป็นการเร่งส่งน้ำออกจากทุ่งคืนพื้นที่ให้ประชาชนและภาคเกษตร
การลดระบายเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีทำให้มีพื้นที่ในแม่น้ำรองรับน้ำที่สูบออกจากทุ่งมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเริ่มเตรียมพื้นที่สำหรับรอบการผลิตใหม่
แต่ภารกิจยังต้องเดินบนสมดุลที่ละเอียดกว่าเดิม เพราะต้องทำพร้อมกัน 3 ด้าน คือ เร่งระบายพื้นที่ที่ยังท่วมขัง เก็บน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อฤดูเพาะปลูก และสำรองพื้นที่รับฝนระลอกใหม่
ยิ่งเมื่อยังมีทั้งความเสี่ยงฝนช่วงวันที่ 2-6 พฤศจิกายน และน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงต้นเดือน การ “รีบนำน้ำออก” จึงไม่สามารถทำแบบเร่งระบายเต็มกำลังโดยไม่มองปลายน้ำ แต่ต้องอาศัยจังหวะระดับแม่น้ำ ระดับทะเล และศักยภาพของแต่ละพื้นที่ประกอบกัน
โจทย์ถัดจากนี้จึงไม่ใช่เพียงทำให้น้ำลด แต่คือทำอย่างไรให้พื้นที่เกษตรกว่า 4.3 แสนไร่ที่ยืนยันความเสียหายแล้วกลับเข้าสู่การผลิตได้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันต้องไม่เปิดความเสี่ยงรอบใหม่จากฝนและน้ำทะเลหนุนที่ยังรออยู่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน