DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
เพราะเมื่อเจ็บป่วยแล้วต้องได้รับการรักษา ถือจะต้องใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขจำนวนมาก หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการพัฒนาและขยายธุรกิจอย่างครบวงจร สำหรับบริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์ยา บริษัทผู้ผลิตยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และเครื่องมือแพทย์ จัดงาน “Patient Purpose Day 2026”
โดยมุ่งเน้น 3 ภาวะสุขภาพที่ผู้หญิงวัยทำงานพบบ่อยแต่มักมองข้าม ได้แก่ การติดเชื้อไวรัส HPV ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) และกลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะในวัยหมดประจำเดือน (GSM) ภายในงานมีการเสวนาโดยสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพต่าง ๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ พร้อมส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นให้แก่ประชาชนชาวไทย
ซึ่ง แพทย์หญิง กิรณา เบญจมงคลชัย สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค เผยว่า ปัจจุบันนี้การติดเชื้อไวรัส HPV เป็นสิ่งที่พบได้เป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยที่มาพบสูตินรีแพทย์ อันดับ 2 คือ ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) อาการที่พบคือ มีตกขาวสีเทา มีกลิ่น และอันดับ 3 คือ กลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะในวัยหมดประจำเดือน (GSM) พบได้ใน ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้วเป็น 10 ปี มีอาการ ช่องคลอดแห้ง คัน แสบเจ็บ

HPV นำมาสู่มะเร็งปากมดลูก
แพทย์หญิง มาริสา ทศมาศวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช จากโรงพยาบาลรามคำแหง 2 ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า 80% ของผู้หญิงเคยตรวจคัดกรอง จะพบเชื้อ HPV มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ช่วงอายุที่พบเยอะคือช่วงอายุ 20 – 30 ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่งฮอร์โมนพุ่งพล่าน มีกิจกรรมทางเพศมากกว่าวัยอื่นๆ หากเป็นแล้วไม่หายเป็นระยะเวลานาน ก่อให้เกิดเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นแนะนำให้ผู้หญิงตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป
แต่ที่สำคัญคือการติดเชื้อ HPV นั้น ติดได้ทั้ง ผู้หญิง ผู้ชาย กลุ่ม LGBTQ+ เมื่อมีเชื้อ และมีแผล สัมผัสกันสามารถติดได้หมด ไม่ใช่เพียงผู้หญิงเท่านั้น
“เมื่อเป็น HPV ยาวนานมากระทั่งพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้นเมื่อติดแล้วมักจะไม่แสดงอาการในระยะแรก กว่าจะรู้ตัวก็เข้าระยะ 2 – 3 ซึ่งเป็นระยะที่รักษาไม่หาย ดังนั้นอยากให้ผู้หญิงหมั่นตรวจคัดกรอง ทั้งมะเร็งปากมดลูกแล้ว HPV ซึ่งขณะนี้ถือว่ารัฐบาลทำได้ดี เพราะให้ฉีดวัคซีน HPV ฟรี 1 เข็มตั้งแต่วัย 9 – 15 นอกจากนี้ยังสามารถลงทะเบียนในแอพพลิชั่น “เป๋าตัง” เพื่อนำที่ตรวจคัดกรอง HPV มาตรวจเองได้ หากพบว่าเป็นแล้วก็มาพบแพทย์ต่อไป”
ผลกระทบมหาศาลเมื่อเป็นมะเร็ง
แพทย์หญิง กิรณา เสริมว่า การรักษามะเร็งกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทยอย่างมาก เพราะการรักษามะเร็งแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนมาก อาจจะหลักล้าน หรือหลักสิบล้าน เพราะการเป็นมะเร็งนั้นบางคนรักษาไม่หาย สาธารณสุขไทยจึงต้องใช้งบไปกับตรงนี้จำนวนมาก
“นอกจากนี้เมื่อเป็นมะเร็งแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ในครอบครัว เมื่อต้องมาดูแลผู้ป่วย ขณะนี้ในประเทศไทย อันดับหนึ่งที่พบคือ มะเร็งเต้านม อันดับ 2 มะเร็งปอด อันดับ 3 มะเร็งลำไส้ อันดับ4 มะเร็งปากมดลูก ซึ่ง Who ตั้งเป้าเอาไว้ว่ามะเร็งปากมดลูกจะหายไปปี 2030 แต่ประเทศไทยอาจจะช้ากว่านั้น แต่เชื่อว่าหากเรารณรงค์ฉีดวัคซีน และตรวจคัดกรองแนวโน้มโรคจะลดลงไปเรื่อยๆ”
อย่ากลัว อย่าเดา อย่าหนี
แพทย์หญิง มาริสา ฝากทิ้งท้ายว่า “อย่ากลัว อย่าเดา อย่าหนี” คืออยากกลัวที่จะขึ้นขาหยั่ง อย่าเดาว่าจะเป็นอะไร และอย่าหนี หากพบว่าเป็นแล้วเราสามารถรักษาได้ “อะไรที่ฆ่าเราไม่ตายมันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาอะไรเมื่อเราจัดการกับมันเราจะแข็งแรงขึ้นทั้งปัญหาของร่างกายและจิตใจ”
นายเบเนดิกต์ คูบิค รองประธานฝ่ายบริหาร หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรม ‘Patient Purpose Day’ สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของ DKSH ที่คำนึงถึงผู้ป่วยเป็นหลักและขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่า หากผู้คนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษา รวมถึงลดความรุนแรงและภาระของโรคได้ ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพ เราตั้งใจที่จะผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้ากับการให้ความรู้ที่นำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้หญิงสามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตัวเองได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดภาระจากโรคภัยไข้เจ็บที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว”
