สราวุฒิ อยู่วิทยา ชู ‘พาร์ตเนอร์ชิป’ จิ๊กซอว์บุกเอเชีย
กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดวิสัยทัศน์บนเวที The Standard Economic Forum สะท้อนภาพการปรับตัวรับมือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่ออนไลน์ ชี้ความสำเร็จจากเครือข่ายโชห่วยในอดีตไม่อาจการันตีอนาคต พร้อมกางบทเรียนเจาะตลาด “จีน-เวียดนาม-มาเลเซีย” ที่มุ่งเน้นกลยุทธ์พาร์ตเนอร์ชิปท้องถิ่นและเข้าใจบริบทสังคม เดินหน้าบทบาท “ผู้สร้างคอมมิวนิตี้” ยกระดับสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งและนวัตกรรมเครื่องดื่ม ควบคู่กับการเป็นพี่เลี้ยงดัน SMEs ไทยใช้ AI ชู 3 เสาหลัก ปลุกพลังทุกภาคส่วนทลายกับดักรายได้ปานกลาง ดัน GDP ไทยทะยานข้าม 5%
นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจและมุมมองเศรษฐกิจมหภาค ภายใต้ธีม “Reinventing Thailand”ว่า ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจ TCP มีความแข็งแกร่งจากแบรนด์สินค้าที่ได้รับการยอมรับ เช่น กระทิงแดง และสปอนเซอร์ รวมถึงการมีโรงงานผลิต โรงงานแพ็กเกจจิ้ง และเครือข่ายกระจายสินค้าที่เข้าถึงร้านโชห่วยไม่ต่ำกว่า 1 แสนร้านค้าทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปสู่การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้บริการเดลิเวอรี่มากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าต้องเดินไปซื้อเครื่องดื่มที่ร้าน ปัจจุบันผู้บริโภคคุ้นเคยกับการสั่งเครื่องดื่มผ่านแอปพลิเคชั่นจากร้านสะดวกซื้อใกล้เคียงให้มาส่งถึงที่ทำงานหรือที่บ้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าช่องทางและพฤติกรรมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“คำว่าเก่งยุคนี้ต้องดีไฟน์ว่าเก่งเมื่อไหร่ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ สิ่งที่เราเคยมั่นใจว่าเรารู้และเก่ง อาจไม่ใช่คำตอบของวันพรุ่งนี้”

“พาร์ตเนอร์” กุญแจรุกตลาดโลก
สำหรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศที่ดำเนินการมากว่า 30-40 ปี กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ถอดบทเรียนสำคัญจาก 3 ตลาดหลักในภูมิภาคเอเชีย ที่สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์และภาครัฐคือหัวใจสำคัญของการเติบโต ได้แก่
ตลาดจีน บริษัทเข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี 2536 โดยเริ่มที่มณฑลไห่หนาน ล่าสุดได้ลงทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่ที่มณฑลเสฉวน แม้จะเผชิญวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ทีมสำนักงานใหญ่เดินทางไปไม่ได้ แต่โครงการกลับล่าช้าเพียงเล็กน้อย เนื่องจากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลท้องถิ่นเสฉวน ที่ร่วมแก้ปัญหาผ่านการประชุมออนไลน์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ความสำเร็จจากการจัดคอนเสิร์ต “Thai Music Festival”2 วัน 1 คืน ที่เมืองหูโจว ซึ่งนำศิลปินและอาร์ตทอยไทย-จีนไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จนมียอดผู้ร่วมงานออฟไลน์ถึง 80,000 คน และยอดวิวออนไลน์ 410 ล้านวิว เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของรัฐบาลท้องถิ่น ที่ช่วยเพิ่มรอบรถไฟและจัดทีมงานกว่า 500 ชีวิตดูแลความปลอดภัยและปฐมพยาบาล รวมถึงการสนับสนุนจากสถานทูตไทย สะท้อนว่าในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงการทำงานระดับสากลต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ส่วนตลาดเวียดนาม ด้วยประชากร 100 ล้านคน ซึ่งกว่าครึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานและเยาวชน บริษัทเลือกที่จะไม่นำโมเดลจากไทยไปสวมทับ แต่ใช้วิธีศึกษาความต้องการที่แตกต่าง และออกผลิตภัณฑ์เฉพาะถิ่นอย่าง “Warrior Energy Drink” รวมถึงการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่กรุงฮานอย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 35,000 คน ที่สำคัญคือการเจาะลึกบริบททางสังคม โดย TCP ได้ร่วมมือกับ The Central Committee of the Vietnam Youth Federation (CVYF) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐด้านเยาวชนมาถึง 7 ปี เพื่อจัดอบรมทักษะ ทำกิจกรรมการกุศล ดูแลผู้ด้อยโอกาส
ด้านตลาดมาเลเซีย บริษัทได้ตั้งบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านการกระจายสินค้าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยพันธมิตรได้แนะนำให้ผลิตเครื่องดื่ม Red Bull ในกระป๋องขนาดใหญ่ 325 มิลลิลิตร จากเดิม 250 มิลลิลิตร เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่นที่ต้องการปริมาณมากขึ้น แม้จะขัดกับความคุ้นเคยของตลาดไทย แต่บริษัทเลือกที่จะเชื่อมั่นในพาร์ตเนอร์ ผลปรากฏว่าสินค้าประสบความสำเร็จอย่างสูง ช่วยขยายส่วนแบ่งการตลาดโดยไม่กระทบยอดขายสินค้าเดิม
สร้างคอมมิวนิตี้รับเทรนด์สุขภาพ
ในประเทศไทย บริษัทมุ่งสู่การเป็นผู้สร้างคอมมิวนิตี้และสร้างคุณค่าทางสังคม โดยต่อยอดเทรนด์สุขภาพผ่านสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ด้วยรายการแข่งขัน “Red Bull Power Race” ในระดับภูมิภาคเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของนักกีฬา
พร้อมพัฒนานวัตกรรม “สปอนเซอร์ โปรเจล พลัส” เจลพลังงาน 3 ระยะร่วมกับนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ทานง่าย ไม่จุก เพื่อรองรับนักกีฬาสายอึดอย่างมาราธอนและวิ่งเทรล นายสราวุฒิเน้นย้ำความสำคัญของ SMEs โดยร่วมมือกับหอการค้าไทยในโครงการ “Big Brother” เป็นพี่เลี้ยงบ่มเพาะ SMEs จนส่งออกได้สำเร็จ พร้อมจัดโครงการ “The Bell Successor” สร้างเครือข่ายให้ทายาทคู่ค้า
นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ SMEsนำ AI มาใช้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ ซึ่ง AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาที่ปรึกษาราคาแพง บริษัทจึงเข้าอบรมทักษะและส่งเสริมการใช้ “Small AI” ตามแนวทางสถาบันการเงินระดับโลก เพื่อให้ SMEs ต่อยอดธุรกิจได้จริงในราคาย่อมเยา
3 เสาหลัก ทลายกับดัก ศก.
นายสราวุฒิเสนอวิสัยทัศน์ “Reinventing Thailand” ผ่าน 3 เสาหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1. การต่อยอดเป้าหมายให้เกิดผลจริง เร่งแปลง 7 เซ็กเตอร์เป้าหมายสู่แผนปฏิบัติการชัดเจน พร้อมดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน 2. การลดอุปสรรคการทำธุรกิจ เอกชนต้องใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐต้องผ่อนคลายกฎเกณฑ์เพื่อดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงจากต่างประเทศ และ 3. การเปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศ ภาครัฐต้องนำทัพสร้างโอกาสและคัดกรองพาร์ตเนอร์ต่างชาติ ส่วน SMEs ต้องใช้ช่องทางออนไลน์บุกตลาดโลก
“หากไทยจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางและดัน GDP โตเกิน 5% ทุกภาคส่วนต้องเชื่อมั่นและจับมือกันขับเคลื่อนทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อ Reinvent Thailand ไปด้วยกัน”