คุยกับเศรษฐา : รู้ดิน รู้ฟ้า รู้ตลาด ก่อนลงมือปลูก
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ตอนที่แล้วผมเขียนถึงเรื่องรายได้ของเกษตรกร และชวนมองว่าตัวเลขที่สำคัญจริง ๆ คือรายได้สุทธิที่เหลืออยู่
หลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว
เรื่องที่อยากชวนคิดต่อคือ ก่อนจะเพิ่มรายได้เราจะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้แม่นขึ้นได้อย่างไร
ถ้าเป็นธุรกิจทั่วไป ก่อนลงทุนเราดูต้นทุน ดูตลาด ดูว่าลูกค้าเป็นใคร ของที่เราจะผลิตมีคนซื้อหรือไม่ และประเมินความเสี่ยงก่อนเสมอ แต่เกษตรกรจำนวนมากต้องเริ่มจ่ายเงินตั้งแต่เตรียมดิน ซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ค่าแรง ค่าน้ำ และค่าเช่าเครื่องจักร ทั้งที่ยังไม่รู้แน่นอนว่าพอถึงวันเก็บเกี่ยวจะได้ผลผลิตเท่าไร หรือราคาจะเป็นอย่างไร
ความเสี่ยงแบบนี้สูงมาก และเกษตรกรเป็นคนรับไว้เกือบทั้งหมด
ช่วงที่ผ่านมาผมได้คุยกับ ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง เรื่องการเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตรอยู่หลายครั้ง แกทำเรื่องนี้มานาน และเล่าให้ฟังว่า เรื่องพื้นฐานอย่าง “ดิน น้ำ และพันธุ์” มีผลต่อผลผลิตต่อไร่มากกว่าที่คนทั่วไปนึก
ดินแต่ละพื้นที่มีค่า pH ต่างกัน อินทรียวัตถุและธาตุอาหารไม่เท่ากัน ปริมาณน้ำก็ต่างกัน พันธุ์พืชชนิดเดียวกันไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่ ถ้าเริ่มต้นเลือกผิด เกษตรกรต้องแบกต้นทุนของความผิดพลาดนั้นไปจนจบฤดู
วันนี้ประเทศไทยมีข้อมูลเหล่านี้อยู่มาก ทั้งข้อมูลดิน น้ำ ฝน พยากรณ์อากาศ พันธุ์พืช ราคา และตลาดปัญหาคือข้อมูลยังไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในรูปที่เกษตรกรหยิบไปใช้ตัดสินใจได้ง่ายพอ
คำว่า “เกษตรแม่นยำ” หรือ Precision Agriculture ที่ผมเข้าใจจึงกว้างกว่าเรื่องโดรนหรือเซ็นเซอร์ มันเริ่มตั้งแต่การรู้ให้แม่นว่า พื้นที่ตรงนี้เหมาะกับอะไร มีน้ำพอหรือไม่ ใช้พันธุ์อะไร ปลูกช่วงไหน และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะขายให้ใคร
เครื่องมือที่ดีช่วยเราได้มาก แต่ถ้าข้อมูลตั้งต้นผิด เครื่องมือก็ช่วยไม่ได้เท่าไร
เรื่องนี้ผมได้คุยกับคนที่ทำงานนโยบายภาคเกษตรของพรรคเพื่อไทย เขาเล่าแนวคิดหนึ่งที่ผมเห็นด้วยมากคือ “สำรวจก่อนลงทุน” เพราะแต่ละพื้นที่มีวัตถุดิบ ภูมิปัญญา ระบบน้ำ แรงงาน และตลาดไม่เหมือนกัน การออกแบบมาตรการจากส่วนกลางแล้วใช้แบบเดียวกันทุกจังหวัดจึงมีโอกาสพลาดสูง
ต้นทุนของเกษตรกรเริ่มต่างกันตั้งแต่ก่อนลงเมล็ดพันธุ์แล้ว จังหวัดหนึ่งเหมาะกับข้าว อีกพื้นที่เหมาะกับผลไม้ บางแห่งมีน้ำพอทำเกษตรได้หลายรอบ บางแห่งต้องเลือกพืชใช้น้ำน้อย บางพื้นที่อยู่ใกล้โรงงานแปรรูป ขณะที่บางแห่งต้องขนผลผลิตออกไปไกลหลายร้อยกิโลเมตร
ถ้าเรารู้รายละเอียดของพื้นที่มากขึ้น การใช้เงินของรัฐก็น่าจะตรงจุดขึ้นมาก
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจจาก ดร.กิตติรัตน์ คือแปลงสาธิตที่ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่ประมาณ 250 ไร่ เขากำลังทดลองวางรอบการผลิตใหม่ เพื่อให้ที่ดินผืนเดิมสร้างรายได้มากขึ้น
จากเดิมปลูกข้าวหอมมะลินาปีหนึ่งรอบ หลังเก็บเกี่ยวก็ปลูกถั่วเหลืองต่อ แล้วตามด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก่อนกลับเข้าสู่รอบข้าวอีกครั้ง
การทำพืช 3 ชนิด ในหนึ่งปีนี่ซับซ้อนพอควรครับ เพราะต้องคำนวณน้ำ เลือกพันธุ์ให้เหมาะกับเวลา เตรียมแปลงให้ทัน เก็บเกี่ยวให้เร็ว และต้องรู้ด้วยว่าผลผลิตแต่ละชนิดจะขายให้ใคร
กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรู้ในการเกษตรต้องต่อกันทั้งระบบ ดิน น้ำ พันธุ์ เวลา เครื่องจักร และตลาด สัมพันธ์กันหมด ถ้าจัดการได้ดี ที่ดินหนึ่งไร่ก็มีโอกาสสร้างรายได้มากกว่าเดิม
เรื่องตลาดยิ่งสำคัญ
เกษตรกรไทยจำนวนไม่น้อยยังผลิตก่อน แล้วค่อยหาคนซื้อทีหลัง ในโลกธุรกิจวิธีนี้เสี่ยงมาก เพราะเมื่อของออกมาแล้วและต้องรีบขาย อำนาจต่อรองก็แทบไม่เหลือ
ผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศต้องการสินค้าที่คาดการณ์ได้ ทั้งปริมาณ คุณภาพ และมาตรฐาน ถ้าแต่ละฟาร์มใช้พันธุ์ต่างกัน วิธีผลิตต่างกัน คุณภาพแต่ละลอตไม่เหมือนกัน ผู้ซื้อก็ทำสัญญาระยะยาวได้ยาก
ดังนั้นข้อมูลตลาดควรไปถึงเกษตรกรตั้งแต่ก่อนปลูก ปีนี้ตลาดต้องการอะไร ปริมาณเท่าไร พันธุ์ไหน มาตรฐานแบบใด ต้องส่งช่วงไหน และใครพร้อมรับซื้อ ข้อมูลเหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจพอ ๆ กับปุ๋ยหรือเมล็ดพันธุ์
ผมคิดเรื่องบทบาทของรัฐในเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ เพราะความรู้จำนวนมากมีอยู่แล้ว หน่วยงานหนึ่งมีข้อมูลดิน อีกหน่วยงานมีข้อมูลน้ำ มีข้อมูลอากาศ มีทะเบียนเกษตรกร มีข้อมูลราคาและตลาด มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยก็มีงานศึกษาอีกมาก
แต่เกษตรกรหนึ่งคนไม่ควรต้องไปตามหาข้อมูลจากหลายหน่วยงานแล้วกลับมานั่งต่อภาพเอง
รัฐควรเอาข้อมูลที่มีอยู่มาประกอบให้เป็นความรู้ที่ใช้ได้ในระดับแปลง ให้เกษตรกรเห็นว่าแปลงของตัวเองมีเงื่อนไขอะไร มีทางเลือกอะไร แต่ละทางเลือกใช้ต้นทุนเท่าไร และตลาดปลายทางอยู่ตรงไหน
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเกษตรกรตัดสินใจได้ดีตั้งแต่ต้น เงินที่ลงไปทั้งฤดูก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากการผลิตบนข้อมูลที่ไม่ครบ
เกษตรที่ใช้ความรู้จึงเริ่มจากเรื่องพื้นฐานมาก ๆ รู้ดิน รู้ว่ามีน้ำแค่ไหน รู้สภาพอากาศ รู้พันธุ์ที่เหมาะ และรู้ว่าตลาดต้องการอะไร เมื่อข้อมูลเหล่านี้เชื่อมกัน การตัดสินใจก็แม่นขึ้นต้นทุนความผิดพลาดลดลง และรายได้ต่อไร่มีโอกาสสูงขึ้นตามไปด้วย
จากตรงนี้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งเครื่องจักร โดรน เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งผมอยากชวนคุยต่อในตอนหน้า ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน แก้ปัญหาแรงงาน และทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้จริงอย่างไร