เตือนภัยไซเบอร์ไทยพุ่งวันละ 12 ครั้ง เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 12.7 ล้านล้าน
ม.รังสิตเปิดผลวิเคราะห์ภัยไซเบอร์ไทย ปี 2569 พบเหตุการณ์โจมตีพุ่งเฉลี่ยวันละ 12 ครั้ง เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2566 เผย 10 อุตสาหกรรมสำคัญ มูลค่ารวม 12.74 ล้านล้านบาท หรือ 67.1% ของ GDP อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถูกโจมตี โดยเฉพาะการเงิน พลังงาน การผลิต และโลจิสติกส์ ห่วง SMEs ขาดงบประมาณและบุคลากรรับมือ ขณะที่ไทยติดกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์สูงสุดในอาเซียน เตือนความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และ AI เพิ่มความเสี่ยงการโจมตีระบบเศรษฐกิจ เสนอรัฐเร่งยกระดับระบบป้องกัน พร้อมมาตรการภาษีช่วยธุรกิจลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ฉบับที่ 14 วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 เรื่อง “การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattacks) กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” ว่า สถานการณ์การโจมตีทางไซเบอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ การเงิน ภาคการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย
จากข้อมูลสถิติภัยคุกคามทางไซเบอร์ของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) พบว่า ปี 2566 ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ 2,245 ครั้ง เฉลี่ยวันละ 6.2 ครั้ง ขณะที่ปี 2567 อยู่ที่ 2,135 ครั้ง เฉลี่ยวันละ 5.8 ครั้ง แต่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 หรือเดือนมกราคม-กันยายน พบเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์แล้ว 3,264 ครั้ง เฉลี่ยเดือนละ 363 ครั้ง หรือวันละ 12 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความถี่ของเหตุการณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลดังกล่าวไม่มีตัวเลขปี 2568 สำหรับเปรียบเทียบ
เศรษฐกิจไทย 12.7 ล้านล้านอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย 10 สาขาที่มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ พบว่ามีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวม 12.74 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 67.1% ของ GDP โดยอ้างอิงมูลค่าทางเศรษฐกิจปี 2567 แบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่ การเงินและธนาคาร มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.51 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7.9% ของ GDP และพลังงานและสาธารณูปโภค มูลค่า 538,178 ล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของ GDP
กลุ่มความเสี่ยงสูง ประกอบด้วย สาธารณสุขและโรงพยาบาล โทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมการผลิต ขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงภาครัฐและบริการสาธารณะ
ส่วนกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ การค้าและอีคอมเมิร์ซ การท่องเที่ยวและโรงแรม และสื่อและบันเทิง หากพิจารณาขนาดเศรษฐกิจรายอุตสาหกรรม พบว่าอุตสาหกรรมการผลิตมีมูลค่าสูงสุด 3.86 ล้านล้านบาท หรือ 20.3% ของ GDP รองลงมาเป็นการค้าและอีคอมเมิร์ซ 2.54 ล้านล้านบาท หรือ 13.4% ของ GDP
ดังนั้น หากเกิดการโจมตีทางไซเบอร์จนทำให้ระบบของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หยุดชะงัก อาจส่งผลกระทบต่อการผลิต การจ้างงาน การค้า และห่วงโซ่อุปทานของประเทศได้
อย่างไรก็ตาม มูลค่าเศรษฐกิจ 12.74 ล้านล้านบาทดังกล่าว ไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ แต่เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยความเสียหายจริงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการโจมตี ระยะเวลาที่ระบบหยุดชะงัก และความสามารถในการฟื้นฟูระบบของแต่ละอุตสาหกรรม
ไทยติดกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในอาเซียน
ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปี 2569 พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่มีการรายงานสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียน โดยจีนมีสัดส่วนสูงสุด 22% รองลงมาคือญี่ปุ่น 21% ขณะที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไทย และฟิลิปปินส์ มีสัดส่วนเท่ากันประเทศละ 10% ตามด้วยมาเลเซีย 6% อินโดนีเซีย 4% และกัมพูชากับเวียดนามประเทศละ 3%
เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ มีสัดส่วนเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่มีการรายงานสูงสุดร่วมกัน โดยคิดเป็นประเทศละ 10% ของเหตุการณ์ทั้งหมดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและอาเซียนที่ศึกษา สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะระบบธุรกรรมการเงินดิจิทัล การค้าออนไลน์ ภาคการผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
หากระบบชำระเงิน โรงงาน หรือระบบขนส่งถูกโจมตี อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก กระทบต่อการส่งออกและความเชื่อมั่นของคู่ค้า ขณะที่ระบบพลังงาน โทรคมนาคม สาธารณสุข และบริการภาครัฐ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบในวงกว้าง
ชี้ SMEs เปราะบางสุด รับมือภัยไซเบอร์ไม่ไหว
ดร.อัทธ์ระบุว่า กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงต่อการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และเทคโนโลยีในการรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่มีเงินทุนเพียงพอในการลงทุนระบบป้องกันภัยไซเบอร์ และขาดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้มีโอกาสถูกโจมตีมากขึ้น
นอกจากนี้ การโจมตี SMEs ยังอาจกลายเป็นช่องทางให้ภัยคุกคามแพร่กระจายไปยังบริษัทคู่ค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อการผลิต การส่งออก และการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
เปิดความเสียหายไซเบอร์ทั่วโลก สูงสุด 2.3% ของ GDP
จากการรวบรวมงานศึกษาต่างประเทศเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการโจมตีทางไซเบอร์ พบว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีศึกษาต่าง ๆ อยู่ในช่วง 0.32-2.3% ของ GDP โดยการศึกษาของ Uguet และ Jung จากข้อมูลการโจมตีทางไซเบอร์ใน 59 ประเทศ ระหว่างปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2567 พบว่าความเสียหายใน 25 ประเทศ รวม 111,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.32% ของ GDP
ขณะที่รายงานธนาคารโลกปี 2567 ระบุว่า ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์มากกว่าประเทศรายได้สูง โดยกรณีประเทศคอสตาริกามีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ปี 2565 คิดเป็นประมาณ 2.3% ของ GDP
นอกจากนี้ การศึกษาของธนาคารโลกยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ไซเบอร์กับ GDP ต่อหัวที่ลดลง โดยในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง เมื่อเหตุการณ์เพิ่มขึ้น 1% มีความสัมพันธ์กับ GDP ต่อหัวที่ลดลง 0.0138%
ส่วนการศึกษาอุตสาหกรรม 17 ประเภทของ Friederikos Fotis ปี 2567 พบว่า กลุ่มสาธารณสุขมีความเสียหายเฉลี่ยสูงสุด 10.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือการเงิน 5.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเภสัชกรรม 5.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ตัวเลขจากงานศึกษาต่างประเทศเป็นผลกระทบจากกรณีศึกษาที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ประมาณการความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยโดยตรง
เตือน AI-สงครามลูกผสม เพิ่มความเสี่ยงโจมตีระบบเศรษฐกิจ
สำหรับปัจจัยที่ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา มีสาเหตุสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการโจมตี การขยายตัวของกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงข้อจำกัดของระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ โดย AI กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้การโจมตีสามารถดำเนินการได้ง่าย รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำลง ทั้งการสร้างโปรแกรมโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ การปลอมแปลงข้อความ เสียง และภาพ เพื่อหลอกลวงประชาชนและภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศกำลังทำให้การโจมตีทางไซเบอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามลูกผสม หรือ Hybrid Warfare ซึ่งผสมผสานการใช้เครื่องมือทางทหารและเครื่องมือที่ไม่ใช่ทางทหาร ทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล การกดดันทางเศรษฐกิจ และการก่อกวนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ปัจจุบันภัยไซเบอร์ที่เป็นปัญหาสำคัญของไทยและอาเซียนยังเป็นการหลอกลวงและโจรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุน และการหลอกโอนเงิน แต่ในอนาคตไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีรูปแบบอื่นที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งการเรียกค่าไถ่ข้อมูล (Ransomware) การโจมตีให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้ (DDoS) และการบุกรุกหรือควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Cyber Sabotage)
ความเสี่ยงเหล่านี้อาจส่งผลโดยตรงต่อระบบการเงินและการชำระเงิน การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนระบบพลังงาน โทรคมนาคม โรงพยาบาล และการขนส่ง ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ
เสนอรัฐออกมาตรการภาษี หนุน SMEs ลงทุนป้องกันไซเบอร์
ดร.อัทธ์เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะการกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐและธุรกิจสำคัญสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมจัดทำแผนฟื้นฟูระบบเมื่อถูกโจมตีด้วย Ransomware ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการโจมตีรูปแบบ DDoS โดยเฉพาะระบบธนาคาร การชำระเงินออนไลน์ เว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐ และบริการดิจิทัลที่ประชาชนใช้งานจำนวนมาก
รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งระบบไฟฟ้า ประปา การบิน โรงพยาบาล โรงงานอาหาร และระบบโลจิสติกส์ เพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี เงินสนับสนุน หรือบริการตรวจสอบความปลอดภัยไซเบอร์ในต้นทุนต่ำ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการลงทุน
นอกจากนี้ ภาครัฐควรเพิ่มงบประมาณและพัฒนาบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งตรวจสอบช่องโหว่ของระบบและปรับปรุงเทคโนโลยีที่ล้าสมัย พร้อมขยายความร่วมมือกับอาเซียนและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคาม ติดตามเครือข่ายอาชญากรรม และรับมือการโจมตีข้ามพรมแดน
รวมถึงเตรียมความพร้อมรับมือสงครามลูกผสม โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ และภาคเอกชน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม และการบิดเบือนข้อมูลที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ