สคร.เคาะผลตอบแทนอย่างเป็นทางการ 19 ต.ค. พร้อมกำหนดนักลงทุนรายย่อยจองซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท คาดเปิดจำหน่ายให้รายย่อยได้ 12 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ระยะเวลา 8 วัน เชื่อนักลงทุนสนใจ หลังเพิ่มช่องทางจำหน่ายหน่วยลงทุนมากขึ้น รวมถึงเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานแรกของรัฐ ที่มีอายุถึง 30 ปี
นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยภายหลังงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 16 ปี ของสคร. ว่า สำหรับความคืบหน้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ที่เสนอขายให้แก่นักลงทุนรายย่อย ในขณะนี้อยู่ในช่วงการยื่นข้อมูลรอบสุดท้ายให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เพื่ออนุมัติ คาดว่ากองทุนดังกล่าวเปิดให้นักลงทุนรายย่อยสามารถจองซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป ระยะเวลาจองซื้อเป็น 8 วัน โดยกำหนดการจำหน่ายหน่วยลงทุน 10 บาทต่อหน่วย และนักลงทุนรายย่อยสามารถจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 หน่วย รวมเป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากนี้กำหนดผลตอบแทนในปีแรก อยู่ที่ 4.75-5.3% โดยจะคำนวณจากกระแสรายรับที่ยังไม่ตัดค่าใช้จ่าย
“ภายในวันที่ 5 ต.ค.นี้ จะมีการสรุปผลสำรวจความต้องการนักลงทุนทุกสถาบัน หลังจากนั้นในวันที่ 19 ต.ค. คาดว่าจะได้ข้อสรุปผลตอบแทนอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการจำหน่ายให้นักลงทุนรายย่อยทั้งหมดก่อน ถ้ากรณีที่มีสัดส่วนของรายย่อยจองซื้อเยอะ จะทำให้สัดส่วนนักลงทุนรายใหญ่ลดลงไป” นายชาญวิทย์ กล่าว
สำหรับการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายหน่วยลงทุนของกองทุน TFFIF ได้มีการเพิ่มช่องทางมากขึ้น ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยสามารถจองซื้อหน่วยลงทุนได้สะดวกและกระจายให้แก่นักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมมากที่สุด
อย่างไรก็ตามกองทุน TFFIF ถือเป็นกองทุนกองแรกของรัฐบาล ซึ่งเป็นการระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่ที่สนใจเข้ามาร่วมลงทุน ที่มีอายุของกองทุนยาวนาน ถึง 30 ปี ทำให้นักลงทุนมองว่ากระแสเงินสดรายได้ค่าผ่านทางต่างๆ เพื่อนำไปสร้างโครงการใหม่ที่มีการเชื่อมต่อทางด่วน โดยเปิดทางให้รถวิ่งขึ้นทางด่วนได้มากขึ้นทั้งด้านเหนือและด้านใต้ของกรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน