เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

อินเดียขู่ไทยรื้อ 82 สินค้า FTA ส.อ.ท. ร้องพาณิชย์ใช้เวที “RCEP”เคลียร์

01 ก.ย. 2560 | 20:31น.

ส.อ.ท.ตื่นเอกชนอินเดียเข้าพบ ขู่รื้อบัญชีลดภาษีเอฟทีเอไทย-อินเดีย 82 สินค้า หลังขาดดุลไทยอ่วมหลายปี ไทยหวั่นสูญตลาด 5,000 ล้าน ร้องรัฐเร่งแก้ปมด่วน ด้านพาณิชย์ปัดทบทวนการลดภาษี FTA เร่งเครื่องปิดจ๊อบ RCEP

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ไทยและอินเดียได้เจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ทวิภาคีระหว่างไทย-อินเดีย โดยปรับลดภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มเร่งลดภาษี (Early Harvest Scheme : EHS) จำนวน 82 รายการ ให้เป็น 0% นับตั้งแต่1 ก.ย. 2547 และลดภาษีเป็น 0% ในวันที่ 1 ก.ย. 2549 ส่งผลให้อินเดียขาดดุลการค้ากับไทยอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเอฟทีเอไทย-อินเดียได้หยุดชะงักลง เนื่องจากอินเดียได้หันมาผลักดันการเจรจาเอฟทีเอระหว่างอาเซียน-อินเดียแทน เพื่อขยายตลาดมายังกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ เมื่อปี 2547 ซึ่งจนถึงขณะนี้ความตกลงอาเซียน-อินเดียอยู่ระหว่างการทบทวน และเมื่อการประชุม ASEAN-India Expo and Forum ในเดือนสิงหาคม 2560 นางนิรมลา สิตารามัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย ได้เดินทางมาประชุมและเน้นย้ำขอให้อาเซียนทบทวนเอฟทีเออาเซียน-อินเดีย เพื่อขยายการเปิดตลาดสินค้า และอำนวยความสะดวกทางการค้า และปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าระหว่างกันให้มากขึ้น

ล่าสุดนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ? ว่า จากการหารือกับกลุ่มนักธุรกิจอินเดียได้แสดงความกังวลเรื่องการลดและยกเลิกภาษีสินค้าในกลุ่มเร่งลดภาษี (EHS) ทั้งหมด 82 รายการ เพราะทำให้อินเดียขาดดุลการค้ากับไทยมาหลายปี ภาคเอกชนจึงหวั่นว่าภาวะดังกล่าวจะทำให้อินเดียมีท่าทีเปลี่ยนไป โดยอาจจะชะลอหรือยกเลิกการเปิดตลาดสินค้าบางตัว เช่น เคมีภัณฑ์ เส้นใยสิ่งทอต่าง ๆ อัญมณี เป็นต้น จะส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“เอกชนต้องการให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหา เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการค้า การส่งออก และการลงทุน โดยรัฐอาจจะเร่งเจรจาการค้าเสรีไทย-อินเดียต่อเนื่องโดยเร็ว เช่น รัฐจะเจรจาอย่างไร เดินหน้า FTA อย่างไร กรอบการลดอัตราภาษีนําเข้าสินค้าอื่น ๆ จะกำหนดอย่างไร หากไทยยังเกินดุล แล้วอินเดียจะไม่ปรับลดภาษีสินค้าในกลุ่ม EHS จนเหลือ 0% จะมีทางออกอย่างไร ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าสินค้า EHS ปรับลดภาษีนำเข้าครบหรือยัง อาจอยู่ที่ 78 รายการ หรือ 80 รายการที่ทำแล้ว? นายเจนกล่าว

นายเจนกล่าวว่า อินเดียยังคงถือว่าเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) สูงถึง 7.2% บวกกับจำนวนประชากรจำนวนมากทำให้อินเดียยังเป็นตลาดใหม่ และมีตลาดขนาดใหญ่ การค้าระหว่างกันจึงยังคงน่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทยดังนั้น รัฐจำเป็นต้องเร่งการเจรจาหาช่องทางให้ผู้ประกอบการทำตลาดได้ เมื่อการเจรจาค้างคาอยู่ภาคเอกชนหวั่นว่าการค้าจะสะดุด

ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศไทย-อินเดีย พบว่า 7 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค-ก.ค. 2560) มีมูลค่ารวมกว่า 5,696.69 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 182,750 ล้านบาท) ขยายตัว 27.13% เป็นการส่งออก 3,550.76 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 113,908 ล้านบาท) เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รถยนต์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 16.01% และการนำเข้า 2,145.93 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 68,841 ล้านบาท) เช่น เครื่องเพชรพลอย/อัญมณี/เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัว 51.09% จึงมีดุลการค้า 1,404.83 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 45,067 ล้านบาท) นั่นแสดงว่าไทยเกินดุล เช่นเดียวกับปากีสถานเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อมาก รัฐบาลต้องเร่งจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ปากีสถาน เพื่อสรุปรายการสินค้าที่จะมีการเปิดตลาดระหว่างกัน ให้กำหนดกรอบ

รูปแบบการลดภาษีชัดเจน ซึ่งปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศของไทย-ปากีสถาน 7 เดือน (ม.ค-ก.ค. 2560) พบว่ามีมูลค่า 907.85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 29,124 ล้านบาท) ขยายตัว 38.60% การส่งออก 818.31 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 26,251 ล้านบาท) เช่น รถยนต์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัว 38.94% การนำเข้า 89.54 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,872 ล้านบาท) เช่น สัตว์น้ำสด/แช่เย็น/แช่แข็ง/แปรรูปและกึ่ง กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ขยายตัว 35.51% ดุลการค้า 728.77 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 23,379 ล้านบาท)

ด้านนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรอบการเจรจาการค้าอาเซียน-อินเดีย หรือความตกลงด้านการค้ากับอินเดีย ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการเจรจาที่ชัดเจนซึ่งยังต้องรอดูรายละเอียดหรือความพร้อมว่าจะมีกรอบการเจรจาอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ตอนนี้จนถึงปลายปี 2560 ยังไม่มีการกำหนดกรอบการหารือใด ๆ ทั้งสิ้น แต่การเจรจาการค้ากับอินเดีย ไทยอาจจะใช้เวทีกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ในการเข้าหารือการค้า สินค้า และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป คาดว่าจะมีการประชุมหารือกันอีกครั้งประมาณวันที่ 23-28 ตุลาคม 2560

ส่วนเอฟทีเอไทย-ปากีสถาน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เป็นหัวหน้าผู้แทนไทยในการเจรจา FTA ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2560 ณ กรุงอิสลามาบัด เน้นการเปิดตลาดสินค้า ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาให้เสร็จในปีนี้

การเจรจารอบนี้ 2 ฝ่ายหาข้อสรุปเบื้องต้นเรื่องรูปแบบการลดภาษีระหว่างกันได้ และจะกลับไปจัดทำข้อเสนอการเปิดตลาดสินค้าตามรูปแบบที่ตกลงกัน เพื่อเจรจารายละเอียดในรอบต่อไปที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน 2560 นอกจากนี้ ได้หารือเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้าที่จะเป็นเงื่อนไขของการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ตลอดจนแนวทางการลดปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี

หากเจรจาสำเร็จ คาดว่าการทำ FTA จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุนของทั้งสองฝ่าย โดยไทยจะสามารถส่งออกสินค้า โดยเฉพาะในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ เช่น สินค้าเกษตรและอาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น และนำเข้าวัตถุดิบจากปากีสถาน