เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ซีอีโอเบอร์หนึ่งค้าปลีกรถยนต์เมืองไทย เปิดประสบการณ์ มัดใจ “พาร์ตเนอร์-ลูกค้า-พนง.”

13 ก.ย. 2562 | 14:37น.

เวทีสัมมนาใหญ่แห่งปี “Beyond Experience พลิกประสบการณ์ พลิกเกมธุรกิจ” จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อวันอังคารที่ 3 กันยายน 2562 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน “ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ” ซีอีโอ มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย รับเชิญขึ้นเวทีเล่าประสบการณ์และมุมคิดตลอดจนทริกต่าง ๆ 19 ปีในวงการรถยนต์ ที่เริ่มต้นจากแบรนด์ใบพัดสีฟ้าโชว์รูมเดียว ขยายอาณาจักรสู่ธุรกิจรถหรูในระดับอัลตราลักเซอรี่ โรลส์-รอยซ์, แอสตัน มาร์ติน, มาเซราติ, บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ, ฮอนด้า และแบรนด์

ล่าสุดเปอโยต์ไปจนถึงเรือยอชต์หรูอะซิมุทจากอิตาลี โดยมี “ดร.วิทย์ สิทธิเวคิณ” พิธีกรชื่อดังรับหน้าที่ดำเนินรายการ

“ดร.สัณหวุฒิ” ฉายภาพกลับไปยังจุดเริ่มต้น ตอนนั้นอายุ 26 ปี เรียนหนังสือจบก็มีจังหวะได้เข้าไปช่วยธุรกิจของครอบครัว เดิมคุณพ่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้เคล็ดวิชาหลาย ๆ อย่างมาจากคุณพ่อและคุณแม่ ทั้งคติและแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งยึดถือปฏิบัติมาถึงปัจจุบัน รวมทั้งพี่สาวอีก 2 คนที่มาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ช่วยงานอยู่ได้สักพัก แต่ใจไม่ชอบธุรกิจอสังหาฯเท่าไหร่ ผมชื่นชอบรถยนต์อยากทำธุรกิจขายรถมากกว่า ตอนนั้นปี ค.ศ. 2000 ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ประเทศไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ธุรกิจมีการเปลี่ยนมือกันเยอะ

กลุ่มผู้นำเข้าเดิมซึ่งเป็นเจ้าสัวในยุคเก่า ๆ ถูกลดอำนาจฝรั่งเข้ามาทำเองหมด ทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์, บีเอ็มดับเบิลยู ช่วงนั้นมีการเปลี่ยนมือกันเยอะมากในระดับผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย

ผมศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์มาพักใหญ่ ก็ปรึกษาคุณพ่ออยากขายรถยนต์ท่านก็ให้โอกาส ผมจึงนำแผนธุรกิจไปเสนอกับทางบีเอ็มดับเบิยู ตอนนั้นประธานคนแรกคือ คุณเยซุส คอร์โดบาเป็นชาวสเปน โชคดีแผนเราผ่านได้รับเลือกเป็นดีลเลอร์ เราเปิดบริษัทแรกและสาขาแรกชื่อ “มิลเลนเนียมออโต้” ขายทั้งรถบีเอ็มดับเบิลยู รถยนต์มินิ และตอนหลังบีเอ็มดับเบิลยู ทำตลาดจักรยานยนต์เราก็ได้สิทธิขายมอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ราดเพิ่มเติมด้วย

วันนั้นต้องบอกว่าเราทำธุรกิจไปโดยที่ไม่รู้ตัว คือเรารู้อย่างเดียวว่า ทำให้สำเร็จ ช่วงก่อสร้างโชว์รูมผมต้องไปนั่งเฝ้าทุกวันลงทุกรายละเอียด ไปกับผู้บริหารของเราอีกท่านหนึ่งที่วันนี้ยังทำงานด้วยกันอยู่ “คุณสมปราชญ์ โบสุวรรณ” เป็นเพื่อนนักเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก

จำได้ว่าระหว่างนั่งทานก๋วยเตี๋ยวมองโชว์รูมไปด้วยยังพูดกับคุณสมปราชญ์ว่า ไม่ต้องเอาเยอะถ้าเราขายรถได้วันเว้นวัน เดือนหนึ่งเราได้ 15 คัน

ปีหนึ่งเราก็จะขาย 180-200 คัน แค่นี้ก็ดีใจแล้ว นึกไม่ถึงเหมือนกันครับว่าวันนี้ขายวันละ 15 คันยังไม่ดีใจเท่าตอนนั้น เพราะว่าสเกลของธุรกิจที่เราใหญ่มากขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ของบีเอ็มดับเบิลยูที่มีหลากหลายจับกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ทั้งเครื่องยนต์ประเภทของรถที่ใช้งาน ทำให้ตอนนี้อัตราการเติบโตของประชากรรถบีเอ็มดับเบิลยูเยอะมาก เป็นโอกาสทำให้มิลเลนเนียม ออโต้ขยายไปได้เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องมี คือ ความรักและความทุ่มเท

ดร.วิทย์ : เอ็มจีซี-เอเชีย ค้ารถยนต์หลายแบรนด์ มีประสบการณ์ทำงานกับพาร์ตเนอร์อย่างไรบ้าง

ดร.สัณหวุฒิ : ใช่เราดีลกับเจ้าของแบรนด์หลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งแน่นอนย่อมแตกต่างกันไป อย่างรถยนต์ฮอนด้าต้องดีลกับญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นจะเน้นเรื่องความแม่นยำของเอกสาร ถ้าเป็นฝรั่งส่วนใหญ่ยึดหลักกฎหมาย แต่สุดท้ายผมว่ารีเลชั่นชิปสำคัญสุด ซึ่งจะทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย การเจรจากับแต่ละเชื้อชาติจะไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างกัน ซึ่งถ้าเราผิดโปรโตคอล เรามีปัญหาแน่และจะดีลไม่จบทันที แต่ถ้าเราเข้าถูกทางเขารักและเอ็นดู ผมเชื่อว่าผ่านฉลุย อันนี้เป็นประสบการณ์ที่ได้ดีลกับหลายเชื้อชาติ และถูกบ่มเพาะมาทั้งทีมงานเอง ทั้งครอบครัวผมเอง ทั้งคุณแม่และพี่สาวทั้ง 2 เราแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดมาก ๆ

ดร.วิทย์ : วิธีเอาชนะและให้ได้มาซึ่งแต่ละแบรนด์

ดร.สัณหวุฒิ : อย่างแรกเลยผมว่า การสร้างเครดิตกับธุรกิจเราเอง ผมเชื่อว่าสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจจะต้องมี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับใครก็ตามที่อยู่กับเรา กับคู่ค้า อย่างสถาบันการเงินจะต้องมีความเชื่อมั่น มั่นใจไปกับเราและมองเห็นอนาคตไปกับเรา เขาถึงกล้ายื่นเงินให้กับเราเพื่อเอาไปขยายการลงทุน และเจ้าของแบรนด์เอง ก่อนที่เขาจะเอาแบรนด์มาให้เรารับผิดชอบ

อย่างแรกสิ่งที่ผมต้องทำ คือ เราต้องไปนั่งอยู่ในใจของเขา นั่งในดวงใจเขา เจ้าของแบรนด์จะมีคำถามในใจตลอดว่า ทำไมเขาจึงต้องให้ผมทำ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาต้องเชื่อใจเรา

ดร.วิทย์ : เทคนิคการเอาชนะคู่แข่ง

ดร.สัณหวุฒิ : เวลาเราดีลธุรกิจส่วนใหญ่จะไปในนามของเอ็มจีซี-เอเชีย สำหรับคู่ค้าต่างชาติจะรู้จักเรามากกว่ามิลเลนเนียม ออโต้ เขามองว่าเอ็มจีซี-เอเชียเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่ได้รับความไว้วางใจ เรายังมีฟลีตรถเช่า ซึ่งปัจจุบันในพอร์ตเรามีรถเช่าอยู่ประมาณ 5,000 คัน มีทั้งระยะสั้นและยาว แบรนด์ซิกท์เราเป็นตัวแทนในภูมิภาคอาเซียน มาเลเซีย และลาว เรามีธุรกิจยูสคาร์ (รถมือสอง) สำหรับรถใหม่เรามีครบทุกเซ็กเมนต์ที่เราได้มีโอกาส และมีการขยายธุรกิจอินชัวรันซ์ ปัจจุบันเราเป็นพาร์ตเนอร์กับ “ฮาวเด้น” ใช้ชื่อ “ฮาวเด้น แม็กซี” เรายังมีธุรกิจอาฟเตอร์มาร์เก็ต เอ็มเอ็มเอส ธุรกิจไอที สารสนเทศ และธุรกิจดิจิทัล

ผมเล่าให้ฟังเป็นประสบการณ์อันหนึ่ง มีรถยนต์แบรนด์หนึ่งมาคุยกับเราในวันนั้น มีแคนดิเดตยื่นกันหลายราย ซึ่งอยู่ในวงการอุตสาหกรรมค้าปลีกรถยนต์เต็มไปหมด มีอยู่ชอตหนึ่งเรานั่งคุยกับทีมงานว่าเราต้องการได้แบรนด์นี้เพราะจะเป็นเบนช์มาร์กที่จะทำให้เราเติบโตได้อีกระดับหนึ่ง วันที่เรายื่นเอกสารผมมีจดหมายอีกหนึ่งฉบับแนบไปด้วย ผมเชื่อว่าที่ทุกคนเสนอไปไม่ต่างกัน โดยเฉพาะตัวเลขและผลประโยชน์ แต่ที่เราชนะเป็นเพราะจดหมายฉบับนั้น เนื้อหาในจดหมายเราระบุว่า ถ้าเราเลิกสัญญาเราจะยอมจ่ายค่าปรับให้เขาด้วย เรายอมจ่าย 5-10 ล้านยูโรต่างหากแถมให้อีกถ้าผมเลิกธุรกิจกับคุณ คือเป็นเครื่องยื่นยันว่าแต่งงานแล้วไม่มีทางเลิก ถ้าเลิกต้องจ่าย 10 ล้านยูโร ตอนนั้นนึกในใจไม่รู้จะจ่ายเขายังไงเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น

ผมมารู้หลังเวลาผ่านไปปีครึ่ง ฝรั่งเขาเดินมาบอกว่า เพราะจดหมายฉบับนั้นมีการส่งต่อไปถึงนายใหญ่ที่เมืองนอก ทำให้เราถูกเลือก จริง ๆ แล้วเหมือนตายทั้งเป็นกับการยื่นจดหมายฉบับนั้น คนรอบข้างถามผมเยอะเลยโดยเฉพาะคุณพ่อ ถามว่าเรายื่นไปถ้าเราเจ๊งเราต้องทำต่อใช่ไหม? ผมเลยบอกว่า เงินลงทุนที่เราลงไปมันเยอะกว่า 10 ล้านยูโรนะ วันนั้นคิดเพียงว่าเราต้องตั้งใจทำ คำตอบของเราคือเราต้องการได้ อาจจะด้วยประสบการณ์ถ้าพวกสถาบันการเงินหรือนักลงทุนมาฟัง เขาอาจจะไม่กล้าลงทุนกับบริษัทผม รู้สึกว่าคนคนนี้เสี่ยงไป อันนี้คือประสบการณ์ที่ผมจะบอกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญกับการดีลกับแบรนด์ต่างชาติ อย่างแรกเลยคือ “ความเชื่อใจ” มีอีกเคสหนึ่งผมต้องสั่งรถมาลอตใหญ่ลอตหนึ่งทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเจ๊งแน่นอน และก็จริงด้วย เจ๊งไปหลายสิบล้าน แต่เราดีลกับลูกค้านั้นเราเป็นพ่อค้าเราบวก ลบ ไว้เรียบร้อยหมดแล้วเจ๊งเท่าไร มันเป็นธุรกิจ ทุกอย่างมันดูกันที่บรรทัดสุดท้าย ไม่ได้ดูกันที่มาที่ไป แต่งานนั้นเราได้ใจเขามาเยอะ และก็ได้รับการตอบแทนตามมาเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายจนมีมาวันนี้ อันนี้คือสิ่งที่เราเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับพาร์ตเนอร์ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้คำว่า

“win-win strategy” บางอย่างต้องอธิบายและทำใจกับคนรอบข้างเหมือนกัน นี่คือการทำธุรกิจ

ดร.วิทย์ : แบรนด์ไหนดูแลยากสุด

ดร.สัณหวุฒิ : แต่ละแบรนด์มีความแตกต่าง มีความง่ายและความยากที่ไม่เหมือนกัน อย่างกลุ่มอัลตราลักเซอรี่ ถ้าพูดจริง ๆ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จะสามารถซื้ออะไรก็ได้ คนซื้อรถระดับ 50-60 ล้านบาทส่วนใหญ่ซื้อเงินสดด้วย ต่างจากกลุ่มอื่นที่ต้องใช้สินเชื่อเนื่องจากลูกค้าเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือน เพราะฉะนั้น การที่เราจะไปหยิบเงินหรือให้เขาควักเงิน 20-30 ล้านบาท เราต้องทำให้เขาพอใจ กลุ่มเศรษฐีพร้อมจะควักเงิน แค่ถูกใจเท่านั้น ดังนั้น เราต้องหาจุดที่เขาถูกใจคืออะไร เช่น ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ ทีมงานของเราต้องเรียนรู้โปรไฟล์ลูกค้า เราใช้ซอฟต์แวร์ประเมินพฤติกรรมของลูกค้า จากสถิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการขายทั้งหมด ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ยกตัวอย่างลูกค้าโรลส์-รอยซ์ อีโมชั่นสำคัญสุดในการตัดสินใจ ชื่อเสียง สถานภาพ ภาพลักษณ์ สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก เขาซื้อความสุขให้ตัวเขาเองสิ่งเหล่านี้มันบียอนด์กว่าเขาไปหมดแล้วเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ส่วนกลุ่มลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู มินิเป็นกลุ่มที่ต้องขับเคี่ยว

กันที่เหตุและผล ด้วยผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้ เขายอมจ่ายเงินในระดับพรีเมี่ยมแล้วเขาได้อะไร นอกจากสินค้าที่มีคุณภาพมีสมรรถนะที่ดี เงินที่เขาจ่ายไปคุ้มค่าแค่ไหน บริการหรือการดูแลมาครอบคลุมแค่ไหน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ส่วนกลุ่มเจแปนิส และเปอโยต์ เช่นเดียวกัน คือการทำโปรแกรมต่าง ๆ ทำให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งแต่ละกลุ่มโปรไฟล์ลูกค้ามั่นใจว่าเขาซื้อของแล้วเขาคุ้มค่ามากที่สุด

ดร.วิทย์ : วิธีมัดใจกลุ่มลูกค้าอัลตราลักเซอรี่

ดร.สัณหวุฒิ : โปรแกรมพวกนี้จะเหมือนกับการไปสปา มีอโรมา คอร์สพิเศษ อยู่ดี ๆ ไปจ่ายค่านวดเป็นหมื่น มันต้องมีทีเด็ดลูกค้าโรลส์-รอยซ์, แอสตัน มาร์ติน, มาเซราติ ก็เหมือนกันจะมีวิธีการทรีตเมนต์แตกต่างกัน จำนวนคนน้อยกว่า ต้นทุนต่อหัวจะเยอะกว่าสำหรับการดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ สิทธิพิเศษรวมถึงโปรแกรมต่าง ๆ ที่มอบให้กับลูกค้ากลุ่มนี้จะเยอะและสูงเมื่อเทียบต่อหัว แต่จริง ๆ แล้วถ้าเปรียบเทียบทุกคนคือลูกค้าทั้งหมด โดยปรัชญาของเราลูกค้าไม่ว่าจะซื้อรถของเราตั้งแต่รถมือสองไปจนถึงโรลส์-รอยซ์ ปรัชญาและพื้นฐานเหมือนกันหมด คือ customer Centric คือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพียงแค่โปรแกรมแตกต่างกัน เช่น กลุ่มแมส ทั้งฮอนด้า และบีเอ็มดับเบิลยู เรามีแพลตฟอร์มเรื่องดิจิทัลเข้ามาดูแล เนื่องจากจำนวนค่อนข้างเยอะ เรามีเบอร์พิเศษ 1286 สำหรับลูกค้าบีเอ็มฯ มินิ มอเตอร์ราด เดือนหนึ่งมีคนโทร.เข้ามาเป็นหมื่น ๆ สาย หรือเบอร์ 1334 สำหรับลูกค้าฮอนด้า และเบอร์ 1798 สำหรับรถเช่า แต่ในกลุ่มอัลตราลักเซอรี่นั้นเขาต้องการดูแลแบบตัวต่อตัว จะเป็นอีกโปรแกรมหนึ่งไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายต้องตอบโจทย์คือ การดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดให้ลูกค้าพึงพอใจ

ดร.วิทย์ : ในฐานะซีอีโอใช้หลักบริหารพนักงานอย่างไร

ดร.สัณหวุฒิ : เอ็มจีซี-เอเชีย มีพนักงาน 2,000 คน ผมคิดว่าทุก ๆ คนมีภาวะและมีเป้าหมายของตัวเอง ด้วยพื้นฐานทุกคนต้องการเติบโต ผมจะพูดเสมอว่า บางครั้งทำงานเก่งอย่างเดียวไม่ได้นะ เราต้องถูกใจนายด้วย เพราะนายมีหลายแบบ ผมจะแอบไปบอกลูกน้องระดับปฏิบัติการบ่อย ๆ ว่า นายมีหลายแบบ เพราะฉะนั้น เราเก่งอย่างเดียวไม่ได้ต้องถูกใจเขาด้วย ส่วนเวลาผมไปคุยกับระดับผู้บริหารจะบอกเขาว่า บางทีเราต้องปรับตัวหาลูกน้องด้วยเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือ การสร้างคน ถ้าเราสร้างคนที่มีคุณภาพให้กับองค์กร ผมเชื่อว่าเขาจะเติบโตไปกับองค์กรของเรา นี่คือสิ่งสำคัญที่เอ็มจีซีฯ

ให้โอกาสกับบุคลากร เราใช้เงินกับตรงนี้ไปปีหนึ่งเยอะมากกับการพัฒนาบุคลากร กับการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนของเราเพื่อให้ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ เกี่ยวกับโลกรถยนต์ นอกจากนั้น เรายังมีรีวอร์ดและอินเซ็นทีฟให้ มีโปรแกรมต่าง ๆ ทำให้บุคลากรส่วนใหญ่ชื่นชอบและพร้อมเติบโตไปด้วยกัน

ดร.วิทย์ : มองว่าตัวเองมีสไตล์ความเป็นผู้นำแบบใด

ดร.สัณหวุฒิ : บ่อยครั้งที่ผมจะถามทีมบริหารของผมว่า คุณต้องการอะไรจากผม แล้วคุณสามารถส่งมอบความสำเร็จกับงานที่เราได้คุยร่วมกันไว้อย่างไร เขาจะขอมา 1, 2, 3, 4, 5 ผมจะบอกว่า ให้สัก 3 ข้อแล้วกัน ส่วนที่เหลือคุณไปหาเอาดาบหน้า เพราะฉะนั้น พอจะบอกอะไรได้คือ การ give และการ take ในฐานะคนเป็นหัวหน้าถือเป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นเราจะเป็นผู้หยิบยื่นโอกาสให้กับเขาเสมอ สนับสนุนเขาอยู่เสมอ ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้สำคัญและพยายามปลูกฝังกันตั้งแต่เริ่มต้นให้มีสิ่งเหล่านั้น ตลอดระยะเวลากว่า 19 ปีผมเชื่อว่าพนักงานส่วนใหญ่มีตรงนั้น ทำให้เรามีโอกาสขยับขยายสร้างอัตราการเติบโตได้ทุกปี

ดร.วิทย์ : เอ็มจีซี-เอเชีย โดนดิสรัปต์ส่วนไหนบ้าง

ดร.สัณหวุฒิ : ผมไม่ทราบคนอื่นมีมุมมองอย่างไร แต่ส่วนตัวของผมสินค้าอื่น ๆ ลูกค้าจะช็อปผ่านออนไลน์ หาข้อมูลผ่านออนไลน์ ทำทรานแซ็กชั่นผ่านออนไลน์ แต่สำหรับรถยนต์ยังแตกต่างไป การตัดสินใจซื้อรถยนต์คันหนึ่ง ๆ โดยพฤติกรรมพื้นฐานมันต้องชัดเจน ลูกค้าส่วนใหญ่หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเยอะ แต่เราต้องไปกระตุ้นให้เขาเข้ามาเจอกับเราแล้วนำไปสู่การขาย นี่คือคอนเซ็ปต์ของเราง่าย ๆ แต่มีฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ โปรแกรมเอไอ เข้ามาช่วยทำให้ทีมเราทำงานง่ายขึ้น และเห็นข้อมูลที่แท้จริงชัดเจนขึ้น

ดร.วิทย์ : จัดการกับสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดอย่างไร

ดร.สัณหวุฒิ : ฟังมากกว่าพูด ถ้าอันไหนผมไม่รู้ผมจะฟังมากกว่าพูด เก็บข้อมูลแล้วถามผู้รู้มากกว่า

ดร.วิทย์ : ฝันต่อไปของเอ็มจีซี-เอเชีย

ดร.สัณหวุฒิ : เราต้องการเป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ และเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในการใช้รถในอนาคต วันนี้คนมีความต้องการเป็นเจ้าของน้อยลง เขาต้องการเช่าเพื่อใช้ หรือ pay to use อย่างที่ทราบมีแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ในโลกมันเกิดขึ้นเยอะและข้อกฎหมายต่าง ๆ ในแต่ละประเทศมันแตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เอ็มจีซี-เอเชียเราจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ พิจารณาเลือกมาใช้เพื่อตอบสนองกับลูกค้าคนไทยให้รู้สึกว่าเขาได้ประโยชน์สูงสุด

ดร.วิทย์ : อยากบอกอะไรกับผู้บริหารรุ่นใหม่

ดร.สัณหวุฒิ : อยากจะบอกว่าทำในสิ่งที่ชอบ อันนี้เป็นพื้นฐานมาก ซึ่งส่วนใหญ่คุณจะไม่ค่อยได้รับโอกาสคุณต้องเลือกอยู่กับคนที่เขาให้โอกาสคุณ คุณจะได้ทำในสิ่งที่ชอบ และเอ็มจีซี-เอเชียเราให้โอกาสกับคนที่รักรถยนต์ ชอบรถยนต์มาร่วมงาน