แบงก์ตั้งท่าแข่งเปิดบัญชีออนไลน์ SCB ดึงลูกค้า “e-KYC” ผ่านแบงกิ้งเอเย่นต์
แบงก์ตั้งท่าแข่งดึงลูกค้าเปิดบัญชีออนไลน์ด้วยระบบ e-KYC ที่คาด ธปท. ไฟเขียว 10 แบงก์ออกจากแซนด์บอกซ์ เร็ว ๆ นี้ “กรุงศรี” คาดเปิดบริการดึงข้อมูลยืนยันตัวตนข้ามแบงก์ได้ปลาย ต.ค.นี้ “แบงก์ไทยพาณิชย์” ตั้งเป้าดึงลูกค้ากลุ่มยังเข้าไม่ถึงดิจิทัล ระบุอาศัย “แบงกิ้งเอเย่นต์-ตู้คีออสก์” เป็นช่องทางยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชี ประเมินยอดเปิดบัญชีใหม่พุ่ง 5 แสนถึง 1 ล้านบัญชี/ปี ฟาก “กสิกรไทย” รอดูท่าทีคู่แข่งก่อนออกโปรดักต์-โปรโมชั่นสู้ คาดยอดเปิดบัญชีใหม่เพิ่ม 20-30%
นายบุญสันต์ ประสิทธิ์สัมฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (NDID) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ 10 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมทดสอบระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ในสนามทดสอบ (แซนด์บอกซ์) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการทดสอบการให้บริการระหว่างธนาคารกับลูกค้าจริง ๆ แล้ว ซึ่งหลังจากนี้เมื่อทดสอบจนมั่นใจ ก็จะสามารถเปิดให้บริการเป็นการทั่วไปได้
“รอบนี้เป็นการทดสอบกับลูกค้าจริง ๆ โดยแต่ละธนาคารพิจารณาเลือกกลุ่มลูกค้ามาทดสอบกันเอง ซึ่งเมื่อทดสอบจนมั่นใจแล้ว ก็จะเปิดให้บริการเป็นการทั่วไปได้ แต่ก็ขึ้นกับว่าธนาคารใดจะพร้อมก่อนด้วย” นายบุญสันต์กล่าว
นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงกิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การทดสอบรอบนี้เป็นรอบสุดท้ายก่อนจะขึ้นระบบ เพื่อเตรียมให้บริการเป็นการทั่วไป ซึ่งขณะนี้ถือว่ามีความพร้อมเกือบ 100% แล้ว เหลือแค่การเตรียมการเกี่ยวกับเอกสารสัญญาต่าง ๆ และรอการอนุมัติให้จาก ธปท. ออกจากแซนด์บอกซ์ ทางกรุงศรีก็พร้อมเปิดให้บริการได้ทันที
“เมื่อเปิดให้บริการแล้ว ก็เป็นไปได้ว่า จะเห็นการแข่งขันจูงใจลูกค้าเรื่องดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ทั้งนี้ ยังบอกไม่ได้ เอาไว้รอเปิดตัว ซึ่งน่าจะประมาณปลายเดือน ต.ค. หรือต้น พ.ย.นี้ อย่างไรก็ดี การขึ้นระบบก็ต้องขึ้นพร้อม ๆ กันกับแบงก์อื่นด้วย เพื่อให้สามารถให้บริการ e-KYC ข้ามแบงก์ได้” นายฐากรกล่าว
นายสีหนาท ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Payment Product Solutions and Management ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า คาดว่าระบบ e-KYC จะเริ่มให้บริการเป็นการทั่วไปได้ในไตรมาส 4 โดยช่วงแรกไทยพาณิชย์จะเน้นลูกค้า 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เปิดรับดิจิทัล โดยจะอาศัยจุดบริการของตัวแทนธนาคาร (banking agent) เพื่อยืนยัน (verify) ตัวตนด้วยบัตรประชาชน และ 2.กลุ่มลูกค้าที่เป็นดิจิทัล 100% สามารถใช้แอปพลิเคชั่น “SCB Easy” ในการเปิดบัญชีได้เลย
ซึ่งหลายแบงก์มีแนวโน้มจะรุกให้บริการลูกค้ากลุ่มที่ยังไม่เปิดรับดิจิทัล เนื่องจากมีโอกาสขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น โดยกลุ่มนี้อาจจะไม่เคยมีบัญชีธนาคารหรือมีก็ไม่ได้ใช้บริการ (active) เข้าไม่ถึงสาขา และบริการของธนาคาร คิดเป็นสัดส่วนราว 20-30% ของประชากรไทยทั้งหมด ทั้งนี้ เริ่มต้นแบงก์มีแผนให้ลูกค้ากลุ่มนี้ยืนยันตัวตนผ่านตู้ให้บริการอัตโนมัติ (kiosk) และผ่านแบงกิ้งเอเย่นต์ เพื่อเปิดบัญชีในจุดที่ธนาคารยังเข้าไม่ถึง ซึ่งปัจจุบันไทยพาณิชย์มี banking agent ได้แก่ 7-Eleven กับไปรษณีย์ไทย และมีแผนเปิดตัวพันธมิตรใหม่อีก 2-3 ราย อาทิ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส เป็นต้น
นายสีหนาทกล่าวอีกว่า การเปิดบัญชีผ่าน e-KYC จะเป็นโอกาสให้ธนาคารนำข้อมูลที่ลูกค้าเคยยืนยันตัวตนผ่านสาขามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ โดยลูกค้าใหม่ที่จะเข้ามาเปิดบัญชีกับธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นสมัครเปิดบัญชี สมัครขอสินเชื่อ หรือสมัครบัตรเดบิต/เครดิต จะสามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ทันที โดยประเมินว่าหลังเปิดให้บริการ e-KYC จะมีฐานลูกค้าใหม่เข้ามาเปิดบัญชีประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านบัญชี/ปี จากเดิมที่มีการเปิดบัญชีใหม่ที่สาขาอยู่ที่ 2 แสนบัญชี/เดือน ส่วนการแข่งขันระหว่างธนาคาร น่าจะแข่งขันกันสูงขึ้น แต่ก็จะเป็นผลดีต่อลูกค้าและเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า
นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า กสิกรไทยพร้อมให้บริการ e-KYC ที่เป็นการทั่วไปในไตรมาส 4 นี้ โดยที่ผ่านมา ธนาคารเริ่มให้บริการเปิดบัญชี “e-Saving” ในกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยมีบัญชีกับธนาคารกสิกรไทย ซึ่งลูกค้าไม่จำเป็นต้องมาที่สาขาเพื่อเปิดบัญชี แต่สามารถกรอกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่นและยืนยันตัวตนที่เครื่อง EDC ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี หรือยืนยันตัวตนผ่านตู้ K CHECK ID ที่สาขาทั้งในและนอกเวลาทำการได้ ทั้งนี้ เมื่อการเปิดบัญชีสะดวกมากขึ้น คาดว่าหลังให้บริการ e-KYC จำนวนการเปิดบัญชีใหม่ต่อเดือนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% จากปัจจุบันที่ยอดเปิดบัญชีใหม่ของธนาคารอยู่ที่ราว 1 แสนบัญชี/เดือน
“การแข่งขันระหว่างธนาคารหลังจากนี้ คงไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก เนื่องจากการที่ลูกค้าจะเลือกเปิดบัญชีหรือใช้บริการธนาคารใดธนาคารหนึ่ง จะดูที่ผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับเป็นหลัก รวมถึงพิจารณาว่าธนาคารมีผลิตภัณฑ์ที่จะให้บริการต่อเนื่องอย่างไรบ้าง ซึ่งธนาคารกสิกรไทยอาจจะรอประเมินสถานการณ์ของตลาด ว่าคู่แข่งตอบรับกับการให้บริการ e-KYC อย่างไร แล้วจึงค่อยออกผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นออกมาแข่ง เช่น บัตรเดบิตหรือเครดิตที่ได้รับส่วนลดเมื่อทำธุรกรรมออนไลน์ เป็นต้น” นายสุปรีชากล่าว