น้ำท่วมปราจีนบุรี เสียหายหมื่นล้าน ชงเพิ่มความจุอ่าง-รื้อแผนบริหารทั้งลุ่มน้ำ
น้ำท่วมปราจีนบุรี กระทบ 7 อำเภอ เสียหายทั้งภาคธุรกิจ การค้า เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง คาดมูลค่าเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท เสนอรัฐเร่งเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำ
กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี รายงานสถานการณ์น้ำท่วมประจำวันที่ 15 ต.ค. 69 ระบุว่า แม้ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายและลดลงต่อเนื่อง แต่ยังมีพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ปัจจุบันพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม 7 อำเภอ 65 ตำบล 691 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 59,727 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตสะสม 24 ราย เปิดศูนย์พักพิง 46 แห่ง มีผู้เข้าพักพิง 2,636 คน ขณะที่ภาคเกษตรได้รับผลกระทบกว่า 109,685 ไร่
นายยอดชาย เมทนีกรชัย ประธานหอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงในรอบหลายปีมวลน้ำทะลักเข้าเขตเศรษฐกิจและพื้นที่ชุมชน สร้างความเสียหายทั้งภาคธุรกิจ การค้า เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง เบื้องต้นประเมินความเสียหายของจังหวัดไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต หอการค้าจังหวัดปราจีนบุรีเสนอให้รัฐบาลเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำระยะยาว ทั้งการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ การพัฒนาทุ่งรับน้ำ การปรับปรุงระบบคลองและประตูระบายน้ำ ตลอดจนการวางแผนระบายน้ำร่วมกันตลอดทั้งลุ่มน้ำ
สะเทือนแหล่งผลิตปศุสัตว์-ประมง
นายยอดชายกล่าวว่า ที่ผ่านมาระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นจนใกล้ล้นตลิ่งก่อนจะค่อย ๆ
ลดลง ทำให้ไม่เคยเผชิญน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจเมืองมากนัก แต่ครั้งนี้มวลน้ำจำนวนมากไหลเข้าพื้นที่ชุมชนและย่านการค้า สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
สำหรับพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบทั้ง 7 อำเภอ โดยปราจีนบุรีเป็นแหล่งผลิตสำคัญของภาคตะวันออก ภาคปศุสัตว์ของจังหวัดมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยเฉพาะฟาร์มไก่ไข่ ไก่เนื้อ และสุกร ซึ่งมีสัตว์ตายเป็นจำนวนมาก
พื้นที่เกษตรกรรม เกษตรกรได้รับผลกระทบ 9,632 ราย พืชได้รับผลกระทบ 109,685 ไร่ ด้านประมง เกษตรกรได้รับผลกระทบ 4,397 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 58,732 ไร่ และด้านปศุสัตว์ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 1,982 ราย มีสัตว์ในพื้นที่ประสบภัย 447,419 ตัว (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ต.ค. 69)
ด้านภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบในช่วงแรกจากปัญหาการเดินทางของแรงงานและการขนส่งสินค้า แต่โรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงต่อเครื่องจักรและกระบวนการผลิต เนื่องจากโรงงานและพื้นที่อุตสาหกรรมหลายแห่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูง
ชง 7 แนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัย
นายยอดชายกล่าวว่า หอการค้าจังหวัดปราจีนบุรีเสนอ 7 แนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครอบคลุมการเร่งระบายน้ำและสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ การเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการ การลดภาระค่าน้ำ ค่าไฟ และภาษี การจัดสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษและพักชำระหนี้ การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ การดูแลการเดินทาง สุขภาพ และความปลอดภัยหลังน้ำลด ตลอดจนการจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาวทั้งลุ่มน้ำ โดยได้ยื่นข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569
“สิ่งที่น่าห่วงคือผู้ประกอบการหลายรายเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ แต่ต้องมาเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก” นายยอดชายกล่าว
มวลน้ำหลายสายไหลสมทบ
นายยอดชายกล่าวต่อว่า จากฝนตกหนักต่อเนื่อง 3 วัน 3 คืน ทำให้มวลน้ำจากหลายพื้นที่ไหลมารวมกันและผ่านตัวเมืองปราจีนบุรี ก่อนลงสู่แม่น้ำบางปะกง โดยมีน้ำจากแม่น้ำนครนายก เขื่อนขุนด่านปราการชล และคลองท่าลาดที่รับน้ำจากแควระบมและแควสียัดไหลมาสมทบ ขณะที่เขื่อนบางปะกงมีบานประตูระบายน้ำ 5 ช่อง ทำให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยเป็นไปอย่างล่าช้า
ทั้งนี้ จังหวัดมีอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่ง ความจุรวมประมาณ 300 กว่าล้าน ลบ.ม. ขณะที่วันที่ 26 กันยายน มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาถึง 32 ล้าน ลบ.ม. ภายในวันเดียว ประกอบกับแม่น้ำปราจีนบุรีช่วงผ่านตัวเมืองมีความกว้างประมาณ 100 เมตร ทำให้มีพื้นที่รับน้ำค่อนข้างจำกัด
จี้ขยายความจุอ่างรับมวลน้ำเพิ่ม
นายยอดชาย ยังแสดงความกังวลต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจจังหวัด ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี เนื่องจากไม่เพียงแต่บ้านเรือนและพื้นที่เศรษฐกิจได้รับความเสียหาย แต่โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนนหลายสายยังถูกน้ำกัดเซาะและขาดเป็นระยะทางยาว
ทั้งนี้ จึงเสนอให้รัฐบาลศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อชะลอน้ำสู่เขตเศรษฐกิจ รวมถึงปรับปรุงระบบคลอง ประตูระบายน้ำ และเส้นทางผันน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
“คล้ายกับการเทน้ำจากภาชนะขนาดใหญ่ผ่านช่องทางที่มีขนาดเล็ก แม้จะมีทางระบายน้ำ แต่หากปริมาณน้ำมากเกินกว่าความสามารถของทางระบาย ก็ย่อมทำให้เกิดน้ำสะสมและท่วมขังเป็นเวลานาน” นายยอดชายกล่าวทิ้งท้าย