เปิดใจ “เจริญ ปิยารมย์” ทำไม EEC ต้องรออ่างเก็บน้ำวังโตนด
สัมภาษณ์
ปัญหาวิกฤตขาดน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ได้สร้างความกังวลให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลกำลังมีนโยบายจะดึงนักลงทุนจากต่างประเทศให้มาลงทุน แต่วันนี้โรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ยังมีปริมาณน้ำไม่พอใช้ อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นหากมีจำนวนโรงงาน และผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
แนวทางการแก้ปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างพุ่งเป้าจะดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งถือว่ามีปริมาณฝนตกลงมามากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศมาใช้ ถึงกับวางท่อขนาดใหญ่จากจังหวัดจันทบุรีมาระยองเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่การดึงน้ำมาใช้ต้องได้รับอนุมัติจากคณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ซึ่งยังไม่สามารถอนุมัติปล่อยน้ำมาให้ได้ โดยบอกเหตุผลว่า ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่งให้แล้วเสร็จตามมติ ครม.ในอดีตก่อน ถึงจะปล่อยน้ำมาให้ได้ ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ผศ.เจริญ ปิยารมย์” ประธานคณะทำงานลุ่มแม่น้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ถึงที่มาของอ่างเก็บน้ำต้นน้ำแม่น้ำวังโตนด แหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดจันทบุรี และการผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุนในพื้นที่ EEC
Q : ความสำคัญของลุ่มแม่น้ำวังโตนด
ลุ่มแม่น้ำวังโตนดถือเป็นลุ่มน้ำสำคัญ ให้ประโยชน์ทั้งภาคเกษตรกรรรม อุตสาหกรรม อุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยว เดิมแม่น้ำวังโตนดประสบปัญหาขาดน้ำในฤดูแล้งทุกปี โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมีนาคม ส่งผลให้ประชาชนบริเวณลุ่มแม่น้ำส่วนใหญ่ซึ่งประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ได้รับความเดือดร้อนมาก ประการสำคัญ แม่น้ำวังโตนดไม่มีแหล่งน้ำต้นทุน หรืออ่างเก็บน้ำที่ต้นน้ำ ต่อมากรมชลประทานได้ศึกษาหาทางแก้ปัญหาความแห้งแล้งพบว่า ต้นน้ำของลุ่มแม่น้ำวังโตนดสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำได้ 4 อ่าง จะเก็บกักน้ำได้ถึง 309.5 ล้านลูกบาศก์เมตร คือ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด นอกจากจะแก้ปัญหาความแห้งแล้งลุ่มแม่น้ำวังโตนดได้แล้ว ยังสามารถส่งน้ำที่เหลือไปช่วยลุ่มแม่น้ำใกล้เคียงในจังหวัดจันทบุรีอีกด้วย
Q : ความสำคัญมติ ครม. 7 เม.ย. 52
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 อนุมัติ 4 โครงการขนาดใหญ่ ให้กรมชลประทานดำเนินการ ได้แก่ โครงการสร้างสถานีสูบน้ำวังประดู่จากคลองวังโตนด (ปัจจุบันคือแม่น้ำวังโตนด) ไปอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ระยะทาง 48 กิโลเมตร คือ 1 ในโครงการนั้น ขณะที่คลองวังโตนดยังไม่มีแหล่งน้ำต้นทุน จึงเป็นเหตุให้เกิดคณะทำงานลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนดขึ้น ทบทวนมติ ครม.ให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 อ่าง คือ อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด พร้อมทั้งระบบฝายทดน้ำในลำน้ำวังโตนดก่อนที่จะผันน้ำไปที่อื่น เพื่อความเป็นธรรมของชาวจังหวัดจันทบุรี และมีข้อต่อรองให้สร้างอ่างเก็บน้ำให้ลุ่มน้ำวังโตนด 1 อ่างก่อน คือ อ่างเก็บน้ำคลองประแกดจึงได้สร้างขึ้นเป็นอ่างแรก และเสร็จในปี 2561 จุน้ำได้ 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร
ต่อมาอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ขนาดความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ขนาดความจุ 80.70 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้สร้างขึ้นจะแล้วเสร็จปี 2564 ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ขนาดจุน้ำได้ถึง 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นอ่างที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มแม่น้ำวังโตนด และในจังหวัดจันทบุรี ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) หากเป็นไปได้ กรมชลประทานน่าจะเปิดโครงการได้ในปี 2564
จากปริมาณน้ำท่าทั้งลุ่มแม่น้ำปีละ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เก็บกักไว้ในอ่าง 4 อ่าง รวมกันประมาณ 309.5 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเหลือน้ำปล่อยทิ้งทะเลประมาณ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ถ้าจะผันน้ำจากแม่น้ำวังโตนดไปช่วยในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำเหลือทิ้งไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ตามที่กรมชลประทานได้ศึกษาความเหมาะสม ผันน้ำจากแม่น้ำวังโตนด 10% คือ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเหลือน้ำไหลลงทะเลรักษาระบบนิเวศอีก 630 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด อีกทั้งยังเป็นการเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำ ตามนโยบายรัฐที่ต่อมาให้ความสำคัญเรื่องแหล่งน้ำกับการลงทุนในเขตอุตสาหกรรมที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา
Q : หลักการผันน้ำไปอ่างประแสร์
รัฐบาลในชุดปัจจุบันได้ประกาศขยายโครงการ EEC ระยะที่ 2 เพิ่มจังหวัดฉะเชิงเทรา น้ำจึงเป็นปัจจัยหลักที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ต้องมีหลักประกันความเชื่อมั่นว่า เมื่อมาลงทุนใน EEC จะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ภัยแล้งรุนแรง เช่น จังหวัดระยอง ปี 2548 หมายความว่านอกจากมีต้นน้ำในเขตพื้นที่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทราแล้ว ยังสามารถผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำวังโตนดมาเสริมได้อีก
แม้ว่าสถานีสูบน้ำที่วังประดู่พร้อมผันน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนดไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์แล้ว แต่ตามมติ ครม. 7 เมษายน 2552 ที่ระบุให้สร้างอ่างเก็บน้ำเสร็จเรียบร้อยทั้ง 3 แห่ง จึงยังไม่สามารถดำเนินการผันน้ำได้ ในฐานะประธานคณะทำงานลุ่มแม่น้ำวังโตนด ขอยืนยันหลักการ 4 ข้อ ในการผันน้ำจากแม่น้ำวังโตนดไปอ่างเก็บน้ำประแสร์ ดังนี้ 1) เป็นไปตามมติ ครม. คือ ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำครบ 3 แห่ง พร้อมทั้งระบบฝายทดน้ำ 2) แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำการผันน้ำจากแม่น้ำวังโตนดไปอ่างเก็บน้ำประแสร์ 3) การผันน้ำต้องไม่กระทบกับการใช้น้ำในลุ่มแม่น้ำวังโตนด และการกระจายน้ำไปช่วยเหลือลุ่มน้ำอื่นในจังหวัดจันทบุรี และ 4) การผันน้ำต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2561
หากทุกอ่างเก็บน้ำก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้ลุ่มแม่น้ำวังโตนดเป็นแหล่งน้ำที่มีความมั่นคงของจังหวัดจันทบุรี และอีกหลายจังหวัดในภาคตะวันออก