เงินบาทอ่อนค่ามากสุดรอบ 7 เดือนที่ 31.47 บาท/ดอลลาร์ ส่อแตะ 32 บาท
ค่าเงินบาทเช้านี้อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 7 เดือนที่ 31.47 บาท/ดอลลาร์ บล.ไทยพาณิชย์มองมีโอกาสแตะ 32 บาท ใน Q1/63 นี้
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักวิเคราะห์ตลาดการเงินและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (21 ก.พ.) ที่ระดับ 31.47 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ กรอบเงินบาทวันนี้อยู่ที่ 31.40-31.55 บาทต่อดอลลาร์
โดยในช่วงคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินเข้าสู่โหมดปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) อย่างไม่ได้ตั้งตัว ดัชนี S&P500 ของสหรัฐร่วงลงลึกที่สุดถึง 1.24% ก่อนจะกลับมาปิดลดลง 0.38% ดึงให้ Euro Stoxx 50 ของยุโรปปรับตัวลง 1.09%
“ภาพตลาดผันผวนส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ทั่วโลกปรับตัวลงทันที เห็นได้จากยีลด์สหรัฐอายุ10 ปีที่ระดับเพียง 1.51% ใกล้ทำจุดต่ำสุดตลอดกาล ขณะที่บอนด์ยีลด์เยอรมันก็ปรับตัวลงแตะ -0.44% หนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 1622 ดอลลาร์ต่อออนซ์” ดร.จิติพลกล่าว
ทั้งหมดเกิดจากความกังวลเรื่องปัญหาไวรัสระบาดและเศรษฐกิจโลกที่มีทีท่าที่จะชะลอตัวในไตรมาสแรก ขณะที่เงินดอลลาร์ก็แข็งค่าพร้อมกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นระหว่างสัปดาห์ นักลงทุนจึงกลับมากังวลเรื่องต้นทุนและผลประกอบการที่อาจออกมาแย่กว่าที่นักวิเคราะห์มองไว้
“ส่วนของเงินบาท เชื่อว่าวันนี้จะถูกกดดันจากภาพรวมตลาดการเงินที่ปิดรับความเสี่ยงเช่นกัน โดยการเคลื่อนไหวหลักมาจากนักลงทุนต่างชาติที่ขายเงินบาทบนความเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ลงจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมากที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นสกุลเงินที่แพงในเชิงเปรียบสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ยืนยันด้วยแรงขายของผู้ส่งออกที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดและโดยส่วนใหญ่เริ่มตั้งเป้าที่จะขายในระดับเหนือ 31.50-31.70 บาทต่อดอลลาร์ขึ้นไป” ดร.จิติพลกล่าว
ด้านมุมมองค่าเงินระยะยาว ยังคงเป้าหมายเงินบาทสิ้นไตรมาสหนึ่งที่ระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ด้วยสองปัจจัยหลักคือภาพตลาดที่ปิดรับความเสี่ยงตามฤดูกาล ขณะที่ความผันผวนในฝั่งเอเชียกลับสูงขึ้น แต่ผลตอบแทนลดลงเร็ว ซึ่งจะหนุนให้นักลงทุนเลือกพักเงินที่ดอลลาร์มากกว่าสกุลเงินฝั่งเอเชีย