เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เหตุโควิด-19 จึงขอลดเงินเดือน

21 มี.ค. 2563 | 17:05น.

คอลัมน์ เอชอาร์คอร์เนอร์

โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ http://tamrongsakk.blogspot.com

ตอนนี้เศรษฐกิจบ้านเราได้รับผลกระทบจากหลาย ๆ เรื่องเลยนะครับ ตั้งแต่สงครามการค้าอเมริกา-จีน มาจนถึงเรื่องโควิด-19 หลายบริษัทที่ยืนระยะไม่ไหวก็ต้องปิดกิจการกันไป ส่วนบริษัทที่ยังอยู่ก็เริ่มมีการขอความร่วมมือจากพนักงานให้ลดเงินเดือนลงเพื่อให้บริษัทอยู่รอด ซึ่งการขอความร่วมมือพนักงานให้ลดเงินเดือนลงแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยเรามีวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540-2542 ดูไปแล้วก็เหมือนกับปรากฏการณ์ “เดจาวู” ยังไงก็ไม่รู้นะครับ

ผมตอบคำถามข้างต้นให้เข้าใจง่าย ๆ ได้อย่างนี้ครับ

1.พูดแบบภาษาชาวบ้าน ก็คือ นายจ้างจะลดค่าจ้างของลูกจ้างไม่ได้ครับ ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอม เพราะถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง แต่ถ้าลูกจ้างคนไหนยินยอมก็ทำได้ โดยทำสัญญาระบุว่าลูกจ้างยินดีลดค่าจ้างของตัวเองลงเท่าไหร่ กี่บาท กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไปแล้วให้ลูกจ้างเซ็นชื่อยินยอม ใครเซ็นสัญญานี้ก็จะมีผลใช้บังคับกับคนที่เซ็น แต่ถ้าใครไม่เซ็นก็ไม่มีผลกับคนที่ไม่เซ็นครับ

2.การเซ็นชื่อยินยอมลดเงินเดือนของลูกจ้างต้องไม่ลดจนต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำนะครับ

3.อาจมีคำถามว่าถ้าลูกจ้างคนไหนไม่ยอมเซ็นลดเงินเดือนล่ะ บริษัทจะทำยังไง อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับทางฝ่ายบริหารแล้วละครับ มาตรการหนักสุดบริษัทก็อาจจะแจ้งเลิกจ้างลูกจ้างที่ไม่เซ็นชื่อยินยอมลดเงินเดือนแล้วก็จ่ายค่าชดเชย+ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย

4.แล้วลูกจ้างที่เซ็นยินยอมลดเงินเดือนล่ะ จะลดไปถึงเมื่อไหร่ อันนี้ก็คงแล้วแต่ทางบริษัทแหละครับว่าจะกำหนดให้การลดเงินเดือนเพื่อให้บริษัทอยู่รอดมีผลไปอีกกี่เดือนหรือกี่ปี ซึ่งจากที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตเมื่อปี 2540-2542 เมื่อเศรษฐกิจเริ่มพลิกฟื้นกลับมา ก็มีบางบริษัทเหมือนกันที่ปรับเงินเดือนขึ้นเพื่อชดเชยให้กับพนักงานที่ร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันปัญหากันมา แต่อันนี้ก็แล้วแต่นโยบายของฝ่ายบริหารแต่ละบริษัทนะครับ

5.ถ้าบริษัทให้เราเซ็นชื่อยินยอมลดเงินเดือนลงแล้ว ต่อมาอีก 3 เดือน 6 เดือนมาแจ้งเลิกจ้างเราล่ะ เราจะได้รับค่าชดเชยยังไง ก็ตอบได้ว่าตามกฎหมายแรงงานก็ให้ใช้ “ค่าจ้างอัตราสุดท้าย” เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้าครับ เช่น ถ้าเรารับเงินเดือน 20,000 บาท แล้วเราเซ็นยินยอมลดเงินเดือนเหลือ 18,000 บาท ต่อมาอีก 3 เดือนบริษัทแจ้งเลิกจ้างเรา บริษัทก็ต้องจ่ายค่าชดเชยโดยใช้ฐานค่าจ้างอัตราสุดท้าย คือ 18,000 บาทในการคำนวณค่าชดเชยจ่ายตามมาตรา 118

6.แต่ถ้าสมมุติว่าเพื่อนเราเงินเดือนปัจจุบัน 20,000 บาท (เหมือนกับเรา) และไม่ยอมเซ็นยินยอมลดเงินเดือนลง ถ้าบริษัทเลิกจ้างเพื่อนเราก็จะใช้ฐานค่าจ้างอัตราสุดท้าย คือ 20,000 บาท ในการคำนวณการจ่ายค่าชดเชยครับ

7.จากตัวอย่างในข้อ 5 และข้อ 6 จึงต้องควรดูพฤติกรรมของฝ่ายบริหารที่อดีตที่ผ่านมาว่าเขาจะมีความน่าเชื่อถือ และมีแนวโน้มเลิกจ้างเราหลังจากเราเซ็นยินยอมลดเงินเดือนหรือไม่ เขามีความจริงใจและมีเจตนาที่จะให้ช่วยกันเพื่อให้บริษัทอยู่รอดจริงหรือไม่ เพราะผมก็เคยเจอบางบริษัทที่ผู้บริหารใช้เทคนิคขอความร่วมมือให้พนักงานลดเงินเดือนลงเพื่อลดงบประมาณการจ่ายค่าชดเชย พอพนักงานเซ็นยินยอมลดเงินเดือนลง อีกไม่กี่เดือนก็ layoff พนักงานออก

ดังนั้น ก่อนจะเซ็นยินยอมลดเงินเดือนตัวเอง จึงต้องประเมินความจริงใจของฝ่ายบริหารและคิดให้ดี ๆ ครับ

8.กรณีถูกเลิกจ้างแล้วลูกจ้างเห็นว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรม ก็ยังมีสิทธิไปฟ้องศาลแรงงานเพื่อให้ศาลท่านวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นธรรมหรือไม่ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้อีกด้วยครับ

การดำเนินการในเรื่องนี้จึงต้องมีการพูดจากันแบบพี่แบบน้องด้วยความจริงใจ โปร่งใส ตรงไปตรงมา ใช้หลัก “ใจเขา-ใจเรา” จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ เกิดความไว้วางใจ หรือแม้แต่การจากกันด้วยดีในกรณีที่ต้องปิดกิจการโดยไม่ต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาลกันให้วุ่นวายภายหลังนะครับ