อาเซียนกับการรับมือไวรัสโควิด-19
คอลัมน์ แตกประเด็น
โดย อรมน ทรัพย์ทวีธรรม
การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มในปลายปี 2562 และขยายวงกว้างไปทั่วโลกในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบกับหลายประเทศ รวมถึงอาเซียนและประเทศคู่ค้าสำคัญของอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ สหรัฐ และสหภาพยุโรป เป็นต้น
โดยที่การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 26 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ณ นครดานัง เวียดนาม ได้ออกถ้อยแถลงส่งเสริมความร่วมมือของอาเซียนเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อาทิ รักษาตลาดอาเซียนที่เปิดกว้างสำหรับการค้าและการลงทุน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานงาน เพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการค้าดิจิทัลเพื่อเอื้อภาคธุรกิจ เสริมสร้างความยืดหยุ่นและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน
หลีกเลี่ยงความตื่นตระหนกในการหาซื้อ หรือกักตุนสินค้าเพื่อลดแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อและการขาดแคลนสินค้าจำเป็น ลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีเพื่ออำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ เป็นต้น นอกจากนี้ สมาชิกอาเซียนต่างพยายามหาทางรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และภาคการผลิตที่เชื่อมกับห่วงโซ่อุปทานโลก
ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้รับผลกระทบอย่างมากในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูง ปี 2561 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือนไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ คิดเป็นร้อยละ 61 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เยือนอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP มีสัดส่วนในห่วงโซ่อุปทานโลกที่สูงกว่าประเทศอาเซียนอื่น เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับจีน อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับจีนและญี่ปุ่น เป็นต้น
เวียดนามต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเช่นกัน อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นอุตสาหกรรมที่นำเข้าวัตถุดิบจากจีนมาผลิตเพื่อส่งออก เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม โทรศัพท์มือถือ รองเท้า ขณะเดียวกัน การส่งออกสิ่งทอของเวียดนามก็เผชิญความท้าทายจากการที่ผู้นำเข้าในยุโรปและสหรัฐยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่กัมพูชาและเมียนมามีสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ไม่มากนัก และมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก แต่คาดว่าอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนจะได้รับผลกระทบเช่นกันในการผลิตเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า นอกจากนี้ กัมพูชายังอาจได้รับผลกระทบจากที่สหภาพยุโรประงับให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (EBA) กับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนการบริโภคในประเทศเกินกว่าร้อยละ 50 ของ GDP รูปแบบของผลกระทบจึงอาจต่างกับอาเซียนอื่นที่พึ่งพาการส่งออก การผลิตภายในประเทศของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์อาจได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยอินโดนีเซียนำเข้าวัตถุดิบร้อยละ 50 จากจีน ในขณะที่ฟิลิปปินส์มีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานในจีน ฮ่องกง และประเทศอื่น ๆ ที่มีการระบาดซึ่งเสี่ยงที่จะตกงาน
ประเทศอาเซียนต่างก็เร่งออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและ SMEs เช่น ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ขยายเวลาการชำระเงินกู้และดอกเบี้ย ลด ยกเว้น และขยายเวลาการชำระภาษีเงินได้ ลดค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าพื้นที่ ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ชดเชยรายได้แก่ลูกจ้างและแรงงานผู้ที่ได้รับผลกระทบ และจัดฝึกอบรมแรงงานเพื่อเพิ่มทักษะอาชีพ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน บางประเทศพยายามหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากจีน รวมถึงมองหาตลาดส่งออกใหม่ เช่น สิงคโปร์กระจายความเสี่ยงโดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีคู่ค้าสำรอง อินโดนีเซียใช้วิธีผ่อนคลายกฎเกณฑ์การนำเข้าสินค้าที่มีมาตรการจำกัดการนำเข้า 749 รายการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าวัตถุดิบ กัมพูชาออกมาตรการ “กรีนเลน” ลดขั้นตอนและพิธีการศุลกากรในการตรวจปล่อยสินค้าที่เป็นวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรมให้สามารถออกจากท่าเรือได้โดยเร็วที่สุด
ไทยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเน้นการค้าออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในช่วงที่ประชาชนกักตัวอยู่บ้าน เช่น สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม, สินค้าทางการแพทย์, สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าเพื่อความบันเทิงในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
อาเซียนจำเป็นต้องพลิกวิกฤตจากการระบาดของโควิด-19 ให้เป็นโอกาส ต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้มีความยืดหยุ่นและเข้มแข็ง พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง และสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยโควิด-19 ได้ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานของโลกเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากหลายธุรกิจที่ขาดแคลนวัตถุดิบ เริ่มมองหาห่วงโซ่อุปทานแห่งใหม่ อาเซียนก็ต้องพิจารณาหาคู่ค้าใหม่ ๆ สร้างช่องทางการค้าใหม่ ๆ ลดพึ่งพาคู่ค้าหลักลง
ขณะเดียวกัน การที่กลุ่ม CLMV ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อมาผลิตและบริโภคภายในประเทศ ขณะที่บางประเทศมีศักยภาพในการลงทุนและส่งออก จึงเป็นโอกาสที่จะส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้กับภูมิภาค รวมทั้งเร่งพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจภายในประเทศให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการได้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาคู่ค้านอกภูมิภาค
การเร่งพัฒนาและเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะทางบกระหว่างประเทศที่มีพรมแดนติดกัน และการพัฒนากลไกอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น พัฒนาระบบการเชื่อมโยงเอกสารหรือข้อมูลที่จำเป็นในการทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้การค้าระหว่างอาเซียนขยายตัว ปัจจุบันอาเซียน 10 ประเทศเชื่อมโยงระบบ e-form D ผ่านระบบ ASEAN single window ได้แล้ว
นอกจากนี้ ไทยควรเร่งพัฒนากลไกการอำนวยความสะดวกของการค้าและการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งระหว่างอาเซียนและนอกภูมิภาค เพื่อให้สามารถใช้ข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาค และข้อได้เปรียบด้านศักยภาพเป็นทางเลือกใหม่ในการเป็นแหล่งส่งออกสินค้าขั้นปฐมภูมิหรือวัตถุดิบไปยังประเทศอาเซียน