จับธีมลงทุนรับบาทแข็ง ฟันด์โฟลว์ทะลัก-ลุ้นหุ้นไทยแตะ 1470 จุด
โบรกฯจับธีมลงทุนรับ “บาทแข็ง-ฟันด์โฟลว์” ไหลเข้า “บล.กสิกรไทย”ชูหุ้น 3 หุ้นโรงไฟฟ้าน่าลงทุน-มีกำไรจากค่าเงิน ประเมิน SET index สัปดาห์นี้ แนวต้าน 1,470 จุด เตือนหุ้นไทยแพง-เสี่ยงปรับฐาน “บล.เอเซีย พลัส” ชูหุ้น 3 กลุ่ม ฟาก TMB Analytics เผยแค่สัปดาห์กว่าต่างชาติเข้า “หุ้น-บอนด์”แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ค่าเงินของกลุ่มประเทศเอเชีย เริ่มพลิกกลับมาแข็งค่า (ยกเว้นญี่ปุ่น) ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ต่างจากช่วงแรกที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยปัจจัยการเมืองในสหรัฐ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนที่เริ่มปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่าวิกฤตครั้งก่อน ๆ
“ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เม็ดเงินเข้ามาในฝั่งของเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งในตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้น แต่เม็ดเงินที่ไหลเข้าไทยยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงยังไม่สามารถประเมินชัดเจนว่าเข้ามาเป็นการลงทุนระยะสั้น หรือเข้ามาแบบลงทุนระยะยาว แต่เราให้น้ำหนักเป็นการลงทุนระยะสั้นเพื่อพักเงิน เพราะไหลเข้าทุกประเทศในภูมิภาค ไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียว”
ทั้งนี้ ช่วง 5 วันทำการ (29 พ.ค.-5 มิ.ย. 63) มีเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 190 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาค ได้แก่ ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย มีเงินไหลเข้า 233 ล้านดอลลาร์ ตลาดหุ้นไต้หวัน 1,700 ล้านดอลลาร์ และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ 348 ล้านดอลลาร์
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะที่กระแสฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รวมถึงค่าเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่า ฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย ประเมินว่า จะให้อานิสงส์หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มปิโตรเคมี โดยเฉพาะหุ้นโรงไฟฟ้า ได้แก่ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM), บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่มีหนี้สินอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ทุก ๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้นมา จะหนุนกำไรสุทธิของบริษัทประมาณ 10-14% (FX gain) เช่นเดียวกับหุ้นปิโตรเคมีที่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) จะได้รับประโยชน์จาก FX gain เป็นตัวถัดมา
ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่าจะเป็นแรงกดดันต่อหุ้นในกลุ่มส่งออก ได้แก่บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA), บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA), บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และ บมจ.เอสวีไอ (SVI) ซึ่งไม่แนะนำเพิ่มสัดส่วนลงทุน แต่แนะนำให้ย้ายกลุ่มลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น
“สัปดาห์นี้ (8-12 มิ.ย.) ประเมิน SET index แนวต้านที่ 1,470 จุด และแนวรับที่ 1,410 จุด ซึ่งปัจจุบันดัชนียืนบวกจาก 2 ประเด็น ได้แก่ ความคาดหวังการทดลองวัคซีน เฟส 3 และตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้เกิดการขายสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แม้จะมีความเสี่ยงvaluation ตลาดที่เริ่มแพงและสามารถปรับฐานได้ตลอดเวลา”
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในช่วงที่ยังประเมินทิศทางฟันด์โฟลว์ลำบาก ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัสแนะนำนักลงทุนระยะสั้น ซื้อขายเก็งกำไรด้วยความระมัดระวัง รวมถึงให้ล็อกราคาที่จะขายทำกำไรหุ้นแต่ละตัวให้ชัดเจน ขณะที่นักลงทุนระยะยาวแนะนำซื้อหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ราคาเหมาะสม 18.50 บาท และ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) 35.70 บาท
ถัดมาแนะนำหุ้นที่ให้อัตราเงินปันผลสูง และอยู่ในกลุ่มหุ้นปลอดภัย ได้แก่ บมจ.ทีทีดับบลิว (TTW) 15.10 บาท อัตราเงินปันผลประมาณ 4% ธนาคารกรุงเทพ (BBL) 154.00 บาท ปันผลประมาณ 4% และ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์(LH) 8.00 ปันผลประมาณ 6-7% และสุดท้าย หุ้นที่โดดเด่น (outperform) มากที่สุดในกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) 210.00 บาท, บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) 23.80 บาท และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) 78.00 บาท
นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) กล่าวว่า เดือน มิ.ย. ผ่านมาแค่กว่า 1 สัปดาห์มีฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ของไทยมากขึ้น โดยไหลเข้าตลาดบอนด์กว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และไหลเข้าตลาดหุ้นราว 5,000 ล้านบาท รวมกันแล้วกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าไปที่ระดับ 31.36 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจากต้นเดือน มิ.ย.มา เงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 1.46% และหากนับตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค.มา เงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 3.2%
“เงินบาทตอนนี้แข็งค่าเร็ว แต่ยังไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค แสดงว่าฟันด์โฟลว์เข้าทั้งภูมิภาค ซึ่งมีปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อ แต่ดอลลาร์ก็อ่อนด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะไม่ได้ทำอะไร แต่หากเงินบาทยังแข็งขณะที่ดอลลาร์ไม่ได้อ่อนค่า แบบนั้น ธปท.คงมีมาตรการออกมาดูแล”