“ศักดิ์สยาม” กล่อม “ญี่ปุ่น” ลงทุนไทยหลังเริ่มฟื้นจากโควิดแล้ว
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การหารือร่วมกับหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2563 เป็นการสอบถามถึงปัญหาและข้อสงสัยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เบื้องต้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นกลับมาดีขึ้น จากการไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศติดต่อกันเกือบ 1 เดือน และทั้ง 2 หน่วยได้สอบถามถึงสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการ
ประเด็น การเดินทางภายในและต่างประเทศ ตอนนี้รัฐบาลได้ยกเลิกการใช้เคอร์ฟิว การเดินทางต่างๆภายในประเทศสามารถทำได้ตามปกติ ส่วนการเดินทางระหว่างประเทศ ยังต้องนำมาตรการทางสาธารณสุขเป็นตัวนำไปก่อน อีกทั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศยังมีอยู่ ประกอบกับเชื้อโควิดมีการติดต่อกันได้ง่ายมาก จึงต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
“ได้ฝากเรียนกับทางญี่ปุ่นไปว่า จากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดประเทศโดยอนุญาตให้ประเทศไทยเดินทางเข้าประเทศได้แล้วนั้น ประเทศไทยยินดีที่ใช้แนวทางคัดกรองผู้โดยสารที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นทาง แต่เนื่องจากทางการญี่ปุ่นมีกฎเกณฑ์จะตรวจเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วยเท่านั้น จึงได้ฝากทั้งสองหน่วยงานให้มีการตรวจผู้โดยสารจากทางญี่ปุ่นเสียตั้งแต่แรก เพราะหากถูกตรวจพบที่ประเทศไทยอาจจะถูกกักตัว 14 วัน และดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทางได้“
ส่วนนักธุรกิจ นักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่จะเข้ามาในไทย ทราบว่าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)จะเป็นผู้ดูแล แต่เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องเข้ารับการกักตัวแบบ Private Quarantine ก่อน 14 วันตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข
ด้านการโดยสารทางน้ำ ทางญี่ปุ่นได้ร้องเรียนมาว่า ที่ผ่านมาการสับเปลี่ยนบุคลากรที่ต้องปฏิบัติหน้าที่บนเรือในประเทศไทยทำได้ยากมาก เจึงขอโทษทางการญี่ปุ่นไปในโอกาสนี้ เพราะในช่วงแรกของการแพร่ระบาดยังไม่มีการรายงานพบผู้ติดเชื้อบนเรือโดยสาร แต่เมื่อเกิดกรณีเรือสำราญเวสเตอร์ดัมขึ้น จึงต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการคัดกรองและรับผู้โดยสารขึ้นฝั่ง
“ตอนนี้ประเทศไทยกำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดอยู่ ทดลองในหนูและลิงแล้ว ภายในเดือนก.ค.นี้จะเริ่มทดลองในมนุษย์ ดังนั้น วัคซีนน่าจะออกใช้ได้ไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า”
ขณะเดียวกันได้อัพเดตการพัฒนาสาธารณูปโภคเชื่อมโยงพื้นที่ EEC ขณะนี้ได้ดำเนินการเป็นรูปธรรมในหลายโครงการ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินได้ดำเนินการลงนามในสัญญาและเริ่มส่งมอบพื้นที่แล้ว รวมทั้งการลงนามโครงการก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภา
สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการต่อรองราคา อีกทั้งโครงการการขยายมอเตอร์เวย์เชื่อมต่อไปยังอู่ตะเภา จะสามารถดำเนินการเพื่อรองรับการบริการโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ ได้ทันในปี 2568
และ การศึกษาเขตเศรษฐกิจเพิ่มเติม 4 เขต ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ในภาคใต้ได้มีการศึกษาโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน ฝั่งอ่าวไทย เชื่อมต่อโดยรถไฟทางคู่ สามารถประหยัดเวลาในการขนส่งได้
นอกจากนี้ ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อก่อสร้างระบบโลจิสติกส์ทางรางเป็นแนวเดียวกับมอเตอร์เวย์ เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ JETRO และ JCCB ได้รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และจะรายงานผลการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ช่วงครึ่งแรกของปี 2563 อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 นี้