“เจ-ลีก” เจาะตลาดอาเซียน เพิ่มฐานคนดู-ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอด
สำหรับชาวไทยเมื่อพูดถึงลีกการแข่งขันฟุตบอลแล้วชื่อที่คุ้นหูมักจะเป็นลีกในยุโรป เช่น พรีเมียร์ลีกของอังกฤษบุนเดสลีกาของเยอรมัน ลาลีกาของสเปน
ส่วนลีกฟุตบอลญี่ปุ่น หรือ “เจ-ลีก”(J-League) นั้น เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ หลังมีนักเตะไทย อย่าง “มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา” “เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์” และอีกหลายคน ไปค้าแข้งและสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นในแดนปลาดิบ ซึ่งทำให้คนไทยเริ่มรู้จักและติดตามชมการแข่งขันเจ-ลีกมากขึ้นตามไปด้วย
สอดคล้องกับผลสำรวจของบริษัทวิจัยนีลเส็นที่สำรวจคอบอลชาวไทยเมื่อปี 2562 พบว่า 84% ของกลุ่มตัวอย่างสนใจชมพรีเมียร์ลีก 62% สนใจลาลีกา ส่วนเจ-ลีกมีผู้สนใจ 49% ทำให้ผู้จัดการแข่งเจ-ลีก เริ่มหันรุกสร้างฐานผู้ชมในไทยและอาเซียนมากขึ้น
“นิกเคอิ เอเชียน รีวิว” รายงานว่า เจ-ลีกพยายามจะสร้างการรับรู้ และโอกาสขายสิทธิถ่ายทอดการแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งต่างเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านความนิยมกีฬาลูกหนัง และการเติบโตของเศรษฐกิจตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมาลีกฟุตบอลอันดับ 1 ของญี่ปุ่นพยายามรุกเข้าสร้างการรับรู้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง
ถึงขนาดตั้ง “กลยุทธ์เอเชียน” (Asian strategies) ขึ้น ซึ่งมีทั้งการเข้าร่วมรายการแข่งขันกับสโมสรท้องถิ่น และโครงการแลกเปลี่ยนนักเตะจากแต่ละประเทศ ไปจนถึงการปรับการแข่งให้เป็นมิตรกับผู้ชมต่างชาติมากขึ้น เช่นเปลี่ยนตัวสะกดชื่อนักเตะที่สกรีนบนชุดแข่งให้เป็นอักษรไทย เป็นต้น
การปรับตัวนี้เพื่อนำไปสู่โอกาสขายสิทธิ์ถ่ายทอดสดเจ-ลีกให้กับสื่อท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ เช่น สโมสรเซเรโซ โอซากะ ที่มีสัญญายืมตัวนักเตะจากสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ดของไทย และสโมสรกัมบะ โอซากะที่ไปร่วมการแข่งปรีซีซั่นในอินโดนีเซีย
“เค โคยามะ” ผู้แทนฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเจ-ลีกอธิบายว่า ปัจจุบันรายได้จากการขายสิทธิถ่ายทอดการแข่งเจ-ลีกมาจากต่างประเทศเพียง 5% เท่านั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับลีกยุโรป เช่น พรีเมียร์ลีก ที่รายได้จากการขายสิทธิถ่ายทอดจากต่างประเทศถึง 50% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเอเชีย ส่วนบุนเดสลีการายได้ส่วนนี้มีประมาณ 20%
แน่นอนว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไทยเป็นตลาดที่เจ-ลีกประสบความสำเร็จสูงสุด สะท้อนจากจำนวนผู้ชมนัดทีมชิมิสุ เอส-เพาส์กับคอนซาโดล ซัปโปโร ที่มีการพบกันของ 2 นักเตะไทย “มุ้ย-ธีรศิลป์” และ “เจ-ชนาธิป” มีชาวไทยชมการแข่งแบบสด ๆ มากถึง 2.4 แสนคน ทำสถิติเป็นนัดที่มีผู้ชมชาวไทยมากเป็นอันดับ 2 ของการแข่งในฤดูกาลนี้
ปัจจุบันการแข่งเจ-ลีกจะดึงดูดผู้ชมชาวไทยเฉลี่ยประมาณ 3 แสนคนต่อสัปดาห์ ถ้าสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงในสิ้นปี 2563 นี้ การแข่งจะมียอดวิวจากชาวไทยสะสมรวมกันแตะ 10 ล้านวิว
นอกจากนี้ค่าธรรมเนียมของสัญญาให้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งระยะเวลา3 ปี ฉบับล่าสุดมีมูลค่าสูงกว่าฉบับ
ก่อนหน้าถึงเกือบ 5 เท่า ทำให้หลายฝ่ายคาดว่ารายรับของลีกจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดในต่างประเทศจะอยู่ที่ 2.5 พันล้านเยน หรือประมาณ 23.68 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 ปีจนถึงปี 2565 สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นของแฟนบอลชาวไทยแต่แม้จะประสบความสำเร็จในไทยแต่เส้นทางสร้างความนิยมของเจ-ลีกนั้นยังไม่ราบรื่นนัก เพราะกลยุทธ์ที่ได้ผลในไทยอย่างการซื้อตัวนักเตะดาวรุ่งไปเล่นในญี่ปุ่น เมื่อไปใช้กับประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนาม กลับไม่ได้ผลดีเท่า ทำให้ยังต้องทดลองหากลยุทธ์ที่เหมาะสมต่อไป
“เป้าหมายของเราในตอนนี้คือ ทำซ้ำความสำเร็จในประเทศไทยในประเทศอื่น ๆ ให้ได้” เค โคยามะ กล่าวทิ้งท้าย