ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์
คอลัมน์ ลงทุนทั่วโลก
สุรศักดิ์ ธรรมโม บลจ.วรรณ
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการเลือกตั้งที่ผู้สมัครจาก 2 พรรค คือ รีพับลิกัน และเดโมแครต ทั้ง 2 คนยังไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาก่อน ในเชิงการลงทุนจะเปรียบเสมือนวัฏจักรทางการเมืองรอบใหญ่ที่ส่งผลระดับหนึ่งต่อเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์ทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐรอบนี้ ปี 2563 แม้ตัวแทนพรรครีพับลิกันเป็น นายทรัมป์ ประธานาธิบดีปัจจุบัน (ยังไม่ดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี) ขณะที่คู่แข่งตัวแทนพรรคเดโมแครต คือ นายไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ สมัยประธานาธิบดีโอบามา แต่ความนิยมที่ลดลงอย่างรวดเร็วของทรัมป์ ทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่นายไบเดนจะชนะเลือกตั้ง และจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งนี่จะมีผลต่อเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์การเงินระดับหนึ่งเช่นกัน
ในเชิงการลงทุน ผมมีความคิดเห็นดังนี้ 1) ดูจากผลโพลล่าสุด นายไบเดนมีคะแนนนำประธานาธิบดีทรัมป์หลายจุด สามารถคาดด้วยความเชื่อมั่นกว่า 70% นายไบเดนจะชนะเลือกตั้ง และมีความเป็นไปได้ 60% ที่พรรคเดโมแครตจะได้ที่นั่งเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ด้วยเหตุนี้ ความเห็นผมในข้อต่อไปจะอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่า นายไบเดนชนะเลือกตั้งและพรรคเดโมแครตจะคุมเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา (อย่างน้อย 2 ปีจากนี้)
2) ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ คาดว่านโยบายเศรษฐกิจของนายไบเดนจะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังวงเงินที่สูงมาก และการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จะผ่านสภาได้ไม่ยาก เพราะพรรคเดโมแครตคุมเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา และการขึ้นภาษีนิติบุคคลจากระดับเดิมที่ประมาณ 20% เป็นอัตราที่สูงกว่านั้น น่าจะเกิดขึ้นหลังผลกระทบจากโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจสหรัฐลดลง ซึ่งน่าจะเป็นช่วง 2 ปีสุดท้ายในเทอมแรกของนายไบเดน (2566-2567) แต่ตลาดอาจจะมีปฏิกิริยาตอบสนองก่อนการขึ้นภาษีนิติบุคคลที่จะเกิดขึ้นจริง ซึ่งนั่นจะต้องคอยดูต่อไป เมื่อนายไบเดนเข้าบริหารประเทศในปีหน้า แต่จุดยืนเรื่องขึ้นภาษีนิติบุคคลนี้จะมีผลระยะสั้นต่อตลาดในช่วงก่อนเลือกตั้งใน พ.ย. 63
นอกจากนี้คาดว่าพรรคเดโมแครตจะกลับมาใช้นโยบายโอบามาแคร์ คุมราคายา ราคาบริการสาธารณสุขที่จำเป็น และคุมธุรกรรมของสถาบันการเงินมิให้เสี่ยงเกินไป ด้วยการกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในกฎหมายดอดจ์ แฟรงก์ รวมทั้งการควบคุมอำนาจเหนือตลาดของบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการสนับสนุนพลังงานสะอาด การแก้ปัญหาโลกร้อน
สุดท้าย ในส่วนของนโยบายการเมืองระหว่างประเทศของนายไบเดน จะกระชับความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรเดิมของสหรัฐที่ห่างเหินในสมัยทรัมป์ จากการทำสงครามการค้า เช่น ยุโรป แคนาดา เม็กซิโก เป็นต้น แต่สิ่งเดียวในนโยบายต่างประเทศที่นายไบเดนจะรักษาจุดยืนเดียวกับประธานาธิบดีทรัมป์ คือ นโยบายต่อจีน ที่สหรัฐจะยังมีนโยบายที่จำกัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีของจีน
ซึ่งผมคิดว่าความเข้มข้นของความเป็นปรปักษ์ของสหรัฐที่มีต่อจีน ในสมัยไบเดนเป็นประธานาธิบดี จะสูงกว่าสมัยทรัมป์ แต่คงจะไม่เป็นข่าวรายวัน เพราะนายไบเดนไม่ใช้การ Tweet แถลงนโยบายต่างประเทศรายวันเช่นเดียวกับทรัมป์
ตัวอย่างหนึ่งในการปิดล้อมจีนที่สำคัญ คือ สหรัฐจะหวนมาทำข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่จะกีดกันจีน ข้อตกลงทางการค้า CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership) ซึ่งถ้าสหรัฐกลับมาเข้าร่วม CPTPP จะส่งผลต่อการกีดกันจีนออกจากเครือข่ายการผลิตโลก อย่างมีนัยสำคัญ
3) ผลกระทบตลาดระยะสั้น ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐตอนนี้ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีบทบาทในการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นกว่า 38% ฉะนั้น จากนี้ไปจนถึงวันรู้ผลเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนจะขายเอาเงินส่วนกำไรออกไปก่อน เพื่อลดความเสี่ยงในเชิงนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงในปีหน้าหลังเลือกตั้ง แต่ผมประเมินว่าการปรับฐาน ถ้าเกิดขึ้นไม่น่าจะทำให้ดัชนีลงมากกว่า 20% จากดัชนีสูงสุดล่าสุด
อีกทั้งผลสำรวจนักลงทุนสถาบันล่าสุดใน ส.ค. ของ Merrill Bank of America บ่งชี้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มองตลาดหุ้นอยู่ในภาวะกระทิง ต่อเนื่องจากการผ่านจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจที่ได้รับผลลบจากโควิด-19 การที่วัคซีนใกล้ประกาศใช้เร็วกว่าที่คาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะนโยบายการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ยังคงพิมพ์เงินจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทำให้ระยะเวลาในการปรับฐานอาจจะเกิดขึ้นในเวลาไม่นาน
4) ผลกระทบระยะกลาง คาดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่อง เป็นภาพใหญ่ระยะยาวจากการขาดดุลการคลังจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายการเงินผ่อนคลายปริมาณมหาศาล แต่การที่โลกยังขาดเงินสกุลที่เข้ามาท้าทายดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปีละ 3-5% ต่อปีจากนี้ไป (ดูจากดัชนีดอลลาร์สหรัฐ) เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จนกว่าสหรัฐจะกลับมาลดการขาดดุลการคลังได้สำเร็จ
ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังขนาดใหญ่จะมีส่วนฟื้นเศรษฐกิจสหรัฐอย่างแรง และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐในปีนี้และปีหน้า ยังเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจต่อเนื่อง