เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ORN กวาดยอดขายครึ่งปีแรก 80% ลุยคอนโด “ภูเก็ต-สมุย”
Real Estate ORN กวาดยอดขายครึ่งปีแรก 80% ลุยคอนโด “ภูเก็ต-สมุย”
เปิดรายละเอียดสูตรบำนาญ CARE เพิ่มบำนาญเฉลี่ย 10% กองทุนสำรองเพิ่ม 2.7 แสนล้าน
HR เปิดรายละเอียดสูตรบำนาญ CARE เพิ่มบำนาญเฉลี่ย 10% กองทุนสำรองเพิ่ม 2.7 แสนล้าน
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท รูปพรรณบาทละ 64,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท รูปพรรณบาทละ 64,500 บาท
เอ็มจี เปลี่ยนแม่ทัพ ตั้ง ‘เจียง ฮุย’ นั่ง MD คนใหม่
Automotive เอ็มจี เปลี่ยนแม่ทัพ ตั้ง ‘เจียง ฮุย’ นั่ง MD คนใหม่
ข้าวแกง 35-40 บาท ยังเป็น ‘ตัวตุ๊กตา’ พาณิชย์ชั่งโมเดลลดค่าครองชีพ ไม่บิดเบือนตลาด
Economic ข้าวแกง 35-40 บาท ยังเป็น ‘ตัวตุ๊กตา’ พาณิชย์ชั่งโมเดลลดค่าครองชีพ ไม่บิดเบือนตลาด
ธ.ไทยเครดิต ปล่อยคาราวาน “สินเชื่อ SME กล้าช่วย” พร้อมเปิด Micro SME Business Center อีก 2 แห่ง
Finance ธ.ไทยเครดิต ปล่อยคาราวาน “สินเชื่อ SME กล้าช่วย” พร้อมเปิด Micro SME Business Center อีก 2 แห่ง
โพลชี้ บริษัทญี่ปุ่นเจอต้นทุนแร่หายากพุ่งสูงกว่า 20% พิษจีนจำกัดส่งออก
World โพลชี้ บริษัทญี่ปุ่นเจอต้นทุนแร่หายากพุ่งสูงกว่า 20% พิษจีนจำกัดส่งออก
เช็กความพร้อม ‘สวนรถไฟ’ รับศึกนัดชิงบอลโลก ตำรวจ-กทม. คุมเข้มความปลอดภัย
Sport เช็กความพร้อม ‘สวนรถไฟ’ รับศึกนัดชิงบอลโลก ตำรวจ-กทม. คุมเข้มความปลอดภัย
‘สี จิ้นผิง’ เปิดงาน ‘WAIC’ ครั้งแรก สะท้อนความมุ่งมั่น AI พร้อมเทียบสหรัฐ
World ‘สี จิ้นผิง’ เปิดงาน ‘WAIC’ ครั้งแรก สะท้อนความมุ่งมั่น AI พร้อมเทียบสหรัฐ
เชียงใหม่เปิดโมเดล “สหกรณ์สร้างอาชีพ” ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่เปิดโมเดล “สหกรณ์สร้างอาชีพ” ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
ดูทั้งหมด

นิติประเพณีถวายฎีกาการเมือง ‘ขบวนการเสื้อแดง’ ถึง ‘ราษฎร 63’

12 พ.ย. 2563 | 16:45น.
รายงานพิเศษ

การส่งเรื่องราวร้องทุกข์จากราษฎรถึงพระราชามีมาตั้งแต่โบราณกาลตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

ในยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีฎีกาที่ราษฎรนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายส่วนใหญ่เป็น “ฎีการ้องทุกข์” เกี่ยวกับการที่พระบรมวงศานุวงศ์ เจ้าเมือง กรมการ และขุนนางกดขี่ข่มเหง หรือขุนศาลตระลาการพิจารณาคดีอย่างไม่ยุติธรรม

ครั้นมาถึง 3 ทศวรรษในยุคปัจจุบัน บ้านเมืองผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งหลายเหตุการณ์ ที่ขอพึ่งพระบารมี

ในภาพการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “ราษฎร” ล่าสุดได้ยื่น “ราษฎรสาส์น” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563

แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ฎีการ้องทุกข์” แต่คำจำกัดความอาจคล้าย “ฎีกาการเมือง” ที่มีมาก่อนหน้านี้หลายครา

ฎีกา 99 ยุติบทบาท พล.อ.เปรม

ก่อน “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” จะเอ่ย “วาทะ” การเมืองเป็นประวัติศาสตร์ว่า “ผมขอพอ” ไม่รับตำแหน่งนายกฯ อีก หลังการเลือกตั้งปี 2531 ซึ่งระหว่างนั้นได้ปรากฏ “ฎีกา” ของ 99 ปัญญาชน-ชนชั้นนำ ทำหนังสือ “กราบบังคมทูลพระกรุณาทราบใต้ฝ่าละอองพระบาท” เกี่ยวกับ “ความวุ่นวายสับสนในทางการเมือง” ชื่อที่แนบท้ายฎีกา อาทิ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รศ.ธงทอง จันทรางศุ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ความว่า

“ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าผู้มีรายนามข้างท้ายนี้ ขอพระราชทานวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ถวายความเห็นเกี่ยวด้วยสภาพการณ์และสถานการณ์บ้านเมืองดังนี้ 1.ความวุ่นวายสับสนในทางการเมือง ความเสื่อมในศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

การแตกแยกสามัคคีเกิดขึ้นในหมู่ทหาร ข้าราชการและประชาชน เนื่องจากผู้นำทางการเมืองที่รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาล มิได้วางตนเป็นกลางอย่างแท้จริง ปล่อยให้มีการนำกำลังทหารของชาติซึ่งมีไว้เพื่อป้องกันและช่วยพัฒนาประเทศ มาแสดงพลังสนับสนุนสถานภาพทางการเมืองส่วนบุคคล จนก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกจนเกินความจำเป็น

2.หากประเทศชาติต้องการดำเนินตามครรลองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริงแล้ว การวางตนเป็นกลางของผู้นำทางการเมือง การยึดมั่นในความเป็นธรรม หลักการสันติวิธีในการปรับความเข้าใจและแก้ไขความขัดแย้ง การละเว้นวิธีการปลุกปั่นยุยงหมู่ชนจึงจะเป็นหนทางที่เหมาะสม ในการป้องกันสภาพการณ์ และสถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา อีกทั้งจะเป็นบรรยากาศทางการเมืองที่สอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยและลักษณะของสังคมไทยด้วย

ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ยืนยันความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนอกกติกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรัฐประหาร หากพร้อมที่จะเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อให้บ้านเมืองเป็นธรรม มีขื่อมีแป ร่มเย็นเป็นสุข มีส่วนมีเสียง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ”

มิอาจแน่ชัดว่าการยื่นถวายฎีกาวันนั้นมีผลต่อการตัดสินใจของ พล.อ.เปรม หรือไม่ แต่อดีตประธานองคมนตรีก็ยุติบทบาทนายกรัฐมนตรีไว้ที่ 8 ปี

ตำนานนายกฯ มาตรา 7

ถัดมาช่วงวิกฤตศรัทธารัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อันเป็นช่วงที่มีการเรียกร้อง “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” โดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ปรากฏว่า ในวันที่ 5 มีนาคม 2549 กลุ่มนักวิชาการ วุฒิสมาชิก ราชนิกูล แพทย์อาวุโส นักบริหาร นักวิชาการ ศิลปินแห่งชาติ นำโดย ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

ได้ร่วมกันลงนามถวายฎีกา ขอพระราชทานรัฐบาลชั่วคราว และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในคำถวายฎีการะบุว่า

“ตามที่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำการยุบสภา โดยมิได้มีเหตุอันควรที่ถือธรรมเนียมปฏิบัติ ตามครรลองของระบบรัฐสภา การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการทำลายระบบรัฐสภาแล้ว ยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ประชาชนได้มาชุมนุมมากขึ้นเป็นลำดับ กลุ่มบุคคลผู้หวังดีต่อประเทศชาติหลายกลุ่มเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ก็ไม่เป็นผล นายกรัฐมนตรีกลับสั่งให้มีการระดมประชาชนเพื่อมาสนับสนุนตนเอง โดยไม่ใส่ใจต่อคำเรียกร้องของประชาชน”

“บัดนี้ พรรคฝ่ายค้านได้ตกลงร่วมกันไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะทำให้พรรคไทยรักไทยกลายเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวในสภา การต่อต้านของประชาชนจะมีมากขึ้นทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง นำไปสู่สภาวการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ”

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นทางออกใด นอกจากการขอพระราชทานพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ขอพระมหากรุณาเป็นที่พึ่ง ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย นำจารีตประเพณีการปกครอง ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรัฐบาลชั่วคราว ทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และดูแลเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นการเริ่มต้นกิจกรรมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยใหม่ โดยพรรคการเมืองทุกพรรคมีโอกาสในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและบริสุทธิ์ยุติธรรม”

แต่เหตุการณ์นั้นจบลงด้วยพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุด เฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล วันอังคารที่ 25 เมษายน 2549 ความตอนหนึ่งว่า

“ซึ่งขอยืนยัน ยืนยันว่า มาตรา 7 นั้น ไม่ได้หมายถึงให้มอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา 7 นั้น พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำ เขาจะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเกินไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย”

ขอนายกฯพระราชทานรอบ 2

แต่แล้วการถวายฎีกาขอนายกฯพระราชทาน ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 17 มิถุนายน 2556 ตรงกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่ง “ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์” แกนนำกลุ่มคนไทยรักชาติรักแผ่นดิน นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี ได้นำรายชื่อประชาชน 8,999,999 รายชื่อ ไปยังสำนักพระราชวัง เพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอนายกฯพระราชทาน

โดยคำถวายฎีกามีเนื้อสำคัญ ดังนี้ “ขณะนี้ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการบริหารราชการแผ่นดินของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติของสภา ได้ละเมิดหลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย มีการแบ่งแยก 3 อำนาจสูงสุด มีการแทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

“นอกจากนี้ การบริหารราชการแผ่นดินมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักโทษอาญาหนีคดีที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศเป็นผู้สั่งการ โดยใช้อำนาจระบบรัฐสภาที่มีพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว.บางส่วนก่อตั้งระบอบเผด็จการเสียงข้างมาก โดยไม่นำพาเสียงคัดค้านของประชาชน”

“อาทิ การแก้รัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพื่อล้างผิด อีกทั้งใช้กำลังปราบปรามประชาชน โดยใช้มวลชนข่มขู่องค์กรตุลาการ และประชาชนที่เห็นต่าง แต่รัฐบาลยังนิ่งเฉยโดยหวังผลกดดันให้กลุ่มเหล่านี้จำยอมต่อการนิรโทษกรรมพวกพ้อง ยังมีการทุจริตโครงการจำนำข้าว เกิดความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ส่วนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะส่อไปในทางล้มเหลวสร้างหนี้ให้ประชาชนในอนาคต”

ผ่านไปเกือบหนึ่งปี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำพลาดครั้งใหญ่ ด้วยการผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอย จนมุมให้กับม็อบ กปปส. พ้นจากอำนาจด้วยการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ถวายฎีกาช่วยทักษิณ

หากการถวายฎีกาการเมืองที่ไม่เกี่ยวกับขอนายกฯพระราชทานแล้ว ในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 กลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ในคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี

วันนั้น แกนนำกลุ่ม นปช.ทั้งนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ทำพิธีพราหมณ์บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้ “วีระ” ในฐานะประธาน นปช. เป็นตัวแทนอ่านคำถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนยื่นต่อ นายอินจันทร์ บุราพันธ์ รองราชเลขาธิการ

อย่างไรก็ตาม การยื่นฎีกาให้ “ทักษิณ” ครั้งนั้น ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นไปตามนิติราชประเพณี ไม่ถูกพระราชกฤษฎีการะเบียบฯ ถวายฎีกา พ.ศ. 2457 เพราะการยื่นฎีกาต้องยื่นโดย ทักษิณ บิดา มารดา คู่สมรส บุตร หรือญาติพี่น้อง และการที่ฎีกาต้องมิใช่การโต้แย้งคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ “ทักษิณ” ถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี

ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วงเดือนกันยายน 2554 มีความพยายามหาทางยื่นฎีกาอีกครั้ง โดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมในขณะนั้น ตั้ง “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อธิการบดี ม.รามคำแหง เป็นประธานกลั่นกรองและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีคณะบุคคลทูลเกล้าฯถวายฎีกาให้ทักษิณ

แต่แล้วเรื่องก็เงียบหายไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชุมนุม-ม็อบ