กรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญ ตั้ง “วิรัช” คุมเกม ฝ่ายค้านขอปัดฝุ่นข้อเสนอไอลอว์
วิรัช รัตนเศรษฐ
กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ถกนัดแรก เลือก “วิรัช” เป็นประธานคุมเกม เจ้าตัวเปิดทางให้นำข้อเสนอภาคประชาชนมาหารือได้ ด้านก้าวไกล – เพื่อไทย แท็กทีม ปัดฝุ่นข้อเสนอ “ไอลอว์” ชงเลือกตั้ง ส.ส.ร. เหมือนเลือก ส.ส.
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) นัดแรก โดยมีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุด เป็นประธานชั่วคราว ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อทำการเลือกประธาน กมธ.ทำหน้าที่ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติของที่ประชุมได้เลือกนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประธานวิปรัฐบาล เป็นประธาน กมธ. ด้วยเสียง 27 เสียง ชนะ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ตัวแทนจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ได้คะแนน 12 เสียง
นายวิรัช กล่าวภายหลังได้รับเลือกเป็นประธาน กมธ.ว่า ตนต้องขอขอบคุณที่เลือกตนเป็นประธาน จากนี้ กมธ.จะได้กำหนดกรอบการทำงาน โดยเฉพาะเวลาการประชุมว่าเราจะประชุมอาทิตย์ละกี่วัน และเราจะทำงานกันแบบไหน ซึ่งที่ประชุมจะได้ร่วมกันกำหนด ส่วนตนเองนั้นจะทำหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามร่างที่ทางรัฐสภาส่งมา โดยมีร่างของรัฐบาลเป็นหลัก แต่ก็สามารถปรับยืดหยุ่นตามสถานการณ์ และความเหมาะสมของการทำงานได้
ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านอยากให้พิจารณาเร็วขึ้นก่อน 45 วันนั้น นายวิรัช กล่าวว่า อยู่ที่การทำงาน ถ้าทำงานรื่นไหลคงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากติดขัดอะไร แล้วใช้เวลาประชุมอาทิตย์ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจจะต้องเพิ่มการประชุมในวันเสาร์ และยังได้เตรียมตั้งคณะอนุกมธ.เพื่อมาดูแลในรายละเอียด เช่น เรื่องคุณสมบัติ ส.ส.ร. ที่เราต้องทำโดยละเอียด เนื่องจากรายละเอียดมีมาก
เมื่อถามว่า จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของไอลอว์ที่ไม่ผ่านชั้นรับหลักการมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า เราสามารถมาคุยกันในห้องประชุมได้ ซึ่งร่างของเราก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจอีก 38 มาตรา นอกนั้นเรื่องอื่นๆ ก็มาว่ากันอีกครั้ง
ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านจะพลักดันเนื้อหาสาระร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของไอลอว์ที่ถูกตีตกไป เพราะมีหลายประเด็นที่คิดว่าสามารถพิจารณาร่วมกันได้ เช่น การเลือกตั้ง ส.ส.ร. ที่จะใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ที่เห็นต่างกับร่างของรัฐบาลที่ให้ใช้เขตจังหวัดเหมือนเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเมืองและข้อสังเกตเรื่องการรัฐประหารจะส่งผลทำให้การร่างรัฐธรรมนูญไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุว่า ต้องขึ้นอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ โดยสุดท้ายคนที่จะตัดสินว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านหรือไม่คือประชาชน หากสุดท้ายโครงสร้างส.ส.ร.ประกอบไปด้วยสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง ก็ยากที่จะพูดว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือเข้ามาร่วมในกระบวนการ
“ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาแบบไหน เพราะมีหลายปัจจัยที่จะทำให้รัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ตัวชี้วัดสำคัญคือประชาชน การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาการเมืองได้ทั้งหมด แต่เป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องแก้ไข และต้องใช้ระยะเวลา พร้อมระบุว่าปัญหาระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการคือมาตรา 272 ที่ให้อำนาจส.ว.ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี เพราะ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองที่ต้องมีนายกคนใหม่ และส.ว.จะยังสามารถร่วมโหวตได้อยู่ และถ้าไม่รีบแก้ไขและปล่อยให้กระบวนการนี้อยู่ก็จะทำให้ความขัดแย้งกลับมาประทุได้อีกครั้ง” นายรังสิมันต์ กล่าว
ส่วนปัญหาข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเรื่องการปฏิรูปสถาบัน นายรังสมันต์ ระบุว่า ต้องมาพูดคุยกันด้วยเหตุผล โดยไม่ใช้การดำเนินคดีหรือความรุนแรง มาปลุกระดมกัน ทั้งนี้ เอกสารคำสั่งที่อ้างว่ามาจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่แจ้งขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ให้จัดตั้งมวลชนมาปกป้องสถาบัน ซึ่งการทำเช่นนี้จะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งทางการเมืองไปเรื่อย ๆ
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า แม้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจะถูกตีตกไป ก็ขอให้ประชาชนจำไว้ว่าใครที่เคยพูดอะไรไว้แล้วมีการกระทำอย่างไร พรรคการเมืองไหนที่เคยรับปากดูแลประชาชนแต่สุดท้ายทอดทิ้งประชาชน เมื่อนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมรับการมีอยู่ของประชาชน ก็อยากให้ประชาชนจับตาดูไว้ ซึ่งในฐานะพรรคฝ่ายค้านทำเต็มที่แล้วในการปกป้องสิทธิของประชาชน
นายสมคิด ยืนยันว่า กมธ.จะทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาสภาโดยเร็ว เพราะเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนและจะเป็นทางออกเดียวจากปัญหาของประเทศในเวลานี้ ไม่ควรที่จะมีการยื้อเวลาอีกแล้ว
“ในส่วนของที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.เมื่อรัฐบาลกำหนดให้มีส.ส.ร.200 คนจากเลือกตั้ง 150 คนแต่งตั้ง 50 คน คนที่จะมาเขียนรัฐธรรมนูญต้องมีความหลากหลายให้ความสำคัญกับทุกกลุ่ม และไม่ควรแต่งตั้งคณะที่มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เข้ามาเพราะถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาของประเทศ ในเวลานี้”นายสมคิด กล่าว