ย้อนรอยความพ่ายแพ้ 5 กรณีการพยายามทำรัฐประหารที่ไม่สำเร็จ
ศิรินภา นรินทร์ : เรื่อง
นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการรัฐประหารเมื่อปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร แม้ปัจจุบันจะมีการเลือกตั้งแล้ว แต่สังคมไทยยังมีความรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เกี่ยวกับการก่อรัฐประหารอีกครั้ง เห็นได้จากการชุมนุมในหลายครั้งที่ผ่านมา การเกณฑ์กำลังพลเข้ามาควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งการสลายการชุมนุม ทำให้ประชาชนกลัวว่าจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้น
รัฐประหารเป็นการยึดอำนาจรัฐบาลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยมีการรัฐประหารมาทั้งหมด 13 ครั้ง และไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่มีความพยายามยึดอำนาจหรือก่อรัฐประหาร หลายปีที่ผ่านมาในต่างประเทศได้มีความพยายามก่อรัฐประหารหลายครั้ง โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในประเทศแถบแอฟริกา ความพยายามเหล่านี้มีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ซึ่งการยึดอำนาจที่ไม่สำเร็จจะถูกเรียกว่า “กบฏ” ส่วนที่ทำสำเร็จเท่านั้นจึงจะเรียกว่า “รัฐประหาร”
“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ชวนศึกษาประวัติศาสตร์ความพยายามทำรัฐประหารที่ล้มเหลวในต่างประเทศ อะไรคือเหตุผลในการพยายามก่อรัฐประหาร และเหตุการณ์จบลงอย่างไร เราเลือกมา 6 เหตุการณ์ใน 6 ประเทศ ซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา

ฟิลิปปินส์ (2550) : ยึดโรงแรมเพื่อทำรัฐประหาร
หลังจากสิ้นสุดยุคเผด็จการมาร์กอสในปี พ.ศ. 2529 ประชาธิปไตยในฟิลิปปินส์ก็ถูกสั่นคลอนด้วยความพยายามในการก่อรัฐประหารมากกว่า 10 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือความพยายามยึดอำนาจประธานาธิบดีนางกลอเรีย อาร์โรโย ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550
ประธานาธิบดีอาร์โรโย ชนะการเลือกตั้งในปี 2547 ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง ได้มีความพยายามรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รวมถึงถูกเสนอให้มีการถอดถอน แต่ก็สามารถรอดกระบวนการต่าง ๆ มาได้
ความพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้มีกลุ่มทหารและนักการเมืองฝ่ายค้านราว 30 คนบุกยึดล็อบบี้โรงแรมเพนนินซูลา ในกรุงมะนิลา โดยมีข้อเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก นายอันโตนิโอ ทริลลาเนส สมาชิกวุฒิสภา แกนนำกลุ่มก่อรัฐประหาร กล่าวแถลงการณ์ว่า ไม่ต้องการจะเจรจาใด ๆ กับทางรัฐบาล รวมถึงไม่ต้องการให้มีเหตุรุนแรง เขาเรียกร้องให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ประธานาธิบดี แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายประชาชน
ฝ่ายรัฐบาลขีดเส้นตายให้ฝ่ายก่อรัฐประหารยอมมอบตัวภายในเวลา 15.00 น. ของวันเดียวกัน เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ จึงได้สั่งให้ระดมกำลังล้อมรอบโรงแรมและบุกยิงแก๊สน้ำตา ภายหลังการถูกจับกุม นายทริลลาเนสกล่าวว่า ที่ต้องยอมจำนนเพราะไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียขึ้นในระหว่างการจับกุม กลุ่มผู้ก่อรัฐประหารทั้งหมดสวมปอกแขนสีแดงมีรูปพระอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการก่อรัฐประหารเมื่อปี 2546

จอร์เจีย (2552) : รัฐประหารเพื่อขวางการซ้อมรบ
สาธารณรัฐจอร์เจีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดี นายมิคาอิล ซาคาซวิลี ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2551 หลังบริหารประเทศได้หนึ่งปี ก็เกิดการประท้วงจากฝ่ายค้านเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก เพราะทำให้ประเทศขาดเสถียรภาพทางการเมือง การประท้วงยืดเยื้อกว่า 3 สัปดาห์
ในช่วงที่จอร์เจียกำลังเตรียมการซ้อมรบขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต วันที่ 5 พฤษภาคม 2552 ทหารจากฐานทัพมุคโรวานี ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงทบิลิซีไม่ไกล ได้มีความเคลื่อนไหวและพยายามก่อการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล โดยรถยานเกราะมุ่งหน้าสู่ฐานทัพ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีเจ้าหน้าที่พบแผนการทำรัฐประหารที่เชื่อมโยงกับรัสเซีย และแผนการลอบสังหารประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เข้าไปเจรจายังฐานทัพเพื่อให้ยุติการเคลื่อนไหว
ต่อมาประธานาธิบดีซาคาซวิลีได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ความพยายามดังกล่าวเป็นการขัดขวางอธิปไตยของจอร์เจีย รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิกของยุโรปและนาโต ขณะนี้รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

เลโซโท (2557) : ผู้นำลี้ภัยเพราะรัฐประหาร
ราชอาณาจักรเลโซโทเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมีกษัตริย์เป็นประมุข หลังการประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี 2509 เลโซโทก็มีการรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2557 กองทัพทหารพยายามจะก่อรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจรัฐบาล นายโทมัส ทาบาเน
การยึดอำนาจในครั้งนี้ คาดว่ามาจากความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญอาจจะเป็นเพราะนายทาบาเนพยายามจะปลด พล.ท.ตลาลี คาโมลี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
การยึดอำนาจได้เริ่มขึ้นช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 30 เมื่อกองทัพทหารส่งกองกำลังเข้ายึดสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งสำนักงานใหญ่ตำรวจแห่งชาติในกรุงมาเซรู สถานีวิทยุ บ้านพักของนายกรัฐมนตรี และมีการควบคุมการกระจายสัญญาณโทรศัพท์ ในเวลาไม่นานสถานการณ์ก็เข้าสู่ภาวะปกติ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายทาบาเนได้ขอลี้ภัยทางการเมืองไปยังแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกัน และได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ eNCA เกี่ยวกับการยึดอำนาจของกองทัพในครั้งนี้ โดยบอกว่า กองทัพพยายามจะจับกุมตัวเขา ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย และการที่กองทัพพยายามก่อรัฐประหารไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเคยเห็น พร้อมทั้งขอความช่วยเหลือไปยังรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านและแอฟริกาใต้ ในการต่อสู้กับกองทัพ
หลายประเทศได้แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในครั้งนี้ นายเคลย์สัน มอนเยลา โฆษกกระทรวงต่างประเทศแอฟริกาใต้ ระบุว่า รัฐบาลขอประณามการกระทำของกองทัพเลโซโทที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนเลขาธิการใหญ่กลุ่มประเทศเครือจักรภพ นายคามาเลช ชาร์มา ก็ได้ออกแถลงการณ์ประณามและเรียกร้องให้กองทัพเคารพอำนาจของฝ่ายพลเรือน และรัฐธรรมนูญ
แม้การก่อรัฐประหารในครั้งนี้จะไม่มีผู้กุมอำนาจสูงสุด และกองทัพก็ได้ชี้แจงว่าไม่ได้ก่อการยึดอำนาจ เพียงแต่ป้องกันการก่อเหตุไม่สงบที่จะเกิดขึ้นตามที่มีรายงานจากหน่วยข่าวกรอง อย่างไรก็ตาม กองทัพได้สนับสนุนรองนายกรัฐมนตรี โมเทตโจอา เมตซิง ในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งนายพาคาลิธา โมซิซิลี ชนะการเลือกตั้ง เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 มีนาคม 2558

บุรุนดี (2558) : การรัฐประหารเพื่อยุติการสืบทอดอำนาจ
สาธารณรัฐบุรุนดี หนึ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยและยากจนที่สุดในแอฟริกา ได้มีความพยายามก่อรัฐประหารโดยกองทัพในวันที่ 13 พฤษภาคม 2558 ซึ่งชนวนเหตุในครั้งนี้เกิดจากประธานาธิบดี ปิแอร์ เอ็นคูรุนซีซา ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนที่ไม่พอใจออกมาประท้วงต่อต้านนานหลายสัปดาห์ จนนำไปสู่ความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิต ส่วนกองทัพแตกออกเป็นสองฝ่าย
ความพยายามในการก่อรัฐประหารเริ่มขึ้นเมื่อ พันตรี โกเดอฟรอยด์ นียงบาเร ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองประกาศผ่านสถานีวิทยุว่า ประธานาธิบดีถูกปลดแล้ว และได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสงบ ประกาศดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ไม่เอาประธานาธิบดีเอ็นคูรุนซีซาจำนวนนับพันคนออกมาเฉลิมฉลองในกรุงบูจุมบูรา
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ประธานาธิบดีอยู่ระหว่างการประชุมที่ประเทศแทนซาเนีย จากนั้นจึงเกิดการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่าย มีการยิงต่อสู้และปาระเบิดเป็นระยะ ๆ รวมถึงมีการเผาสถานีโทรทัศน์ การต่อสู้ดำเนินไปทั้งคืน จนในวันที่ 14 พฤษภาคม มีแถลงการณ์โต้ตอบจากทำเนียบประธานาธิบดี โดย พลเอกไพรม์ นียงกาโบ เสนาธิการกองทัพ ประกาศว่าความพยายามในการก่อรัฐประหารถูกยับยั้งแล้ว ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และอยู่ระหว่างการไล่ล่าผู้อยู่เบื้องหลังมาลงโทษ
ด้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ก็ออกแถลงการณ์ประณามความพยายามในการก่อรัฐประหาร และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งอย่างโปรงใส
ในวันที่ 15 พฤษภาคม ประธานาธิบดี ปิแอร์ เอ็นคูรุนซีซา เดินทางกลับประเทศ และชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชน

ตุรกี (2559) : รวมพลังประชาชนต้านรัฐประหาร
การเมืองของประเทศตุรกีแบ่งออกเป็นสองขั้วชัดเจน คือ กลุ่มที่สนับสนุนระบอบแอร์โดง์อาน ซึ่งเป็นรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องมากว่าสิบปี และได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนการปกครองจากระบบรัฐสภาสู่ระบบประธานาธิบดี ขั้วนี้มีแนวคิดที่จะให้ตุรกีกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง กับอีกขั้วหนึ่งคือ กลุ่มลัทธิเคมาล ที่ต้องการรักษาระบบรัฐสภา และคงสถานะพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตก
ความพยายามในการก่อรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เพื่อยึดอำนาจรัฐบาลของประธานาธิบดีแรแจป ทายยิป แอร์โดง์อาน ที่มาจากการเลือกตั้งและเริ่มดำรงตำแหน่งในปี 2557
กลุ่มทหารจากกองทัพอากาศ กองพลยานเกราะและกองพันสารวัตรทหาร ได้นำรถถังและเครื่องบินรบออกมาทำรัฐประหาร มีการปิดสถานที่สำคัญ ๆ ในเมืองหลวง และเมืองเศรษฐกิจอย่างนครอิสตันบูล ฝ่ายทำรัฐประหารได้บังคับให้สถานีโทรทัศน์ทางการเผยแพร่การประกาศทำรัฐประหาร โดยระบุว่า สภาสันติภาพได้ยึดอำนาจการปกครองของประเทศไว้แล้ว พร้อมทั้งประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยอ้างว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตย
ประธานาธิบดีแอร์โดอาน ซึ่งอยู่ระหว่างพักร้อนได้ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ขอร้องให้ประชาชนออกมาต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้ ชาวตุรกีจำนวนมากถือธงออกมารวมตัวตามจุดสำคัญของเมือง เข้ายึดรถถัง มีการปาระเบิดเกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์นองเลือดที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1 พันคน ทหารที่ร่วมก่อรัฐประหารกว่า 3 พันถูกจับกุมโดยตำรวจและประชาชน
ฝ่ายรัฐบาลสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ภายในเวลา 12 ชั่วโมง นายพล 5 นายที่ก่อการรัฐประหารถูกปลดออกจากตำแหน่ง รวมทั้งผู้ที่มีส่วนรู้เห็น ปัจจัยที่ทำให้การยึดอำนาจในครั้งนี้ล้มเหลวคาดว่าเป็นเพราะมีกำลังพลในการทำรัฐประหารน้อยเกินไป และประเมินสถานการณ์ผิดพลาดโดยคิดว่าประชาชนจะสนับสนุนการทำรัฐประหารด้วย แต่กลับไม่เป็นไปตามคาด