ประยุทธ์ เคาะงบประมาณปี 65 งดสัมมนา เดินทางตปท. ประหยัดแสนล้าน
พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะ เคาะวงเงินงบประมาณรายจ่าย ปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน หั่นเหี้ยน รายจ่ายประจำ ประชุมสัมมนา เดินทางไปต่างประเทศ 1.85 แสนล้าน ชงเข้า ครม. 5 ม.ค.ปีหน้า – ผอ.สำนักงบฯ ยักไหล่ มีเงินเยียวยาโควิด-19 สบาย ๆ 4 แสนล้าน เปิดทางกู้เพิ่มได้อีก
วันที่ 23 ธันวาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ แถลงผลการประชุมการพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ.2565 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน โดยเป็นการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีการพิจารณางบประมาณ เพื่อพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณประจำปี 2565
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 วงเงินรวมทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากงบประมาณปี 2564 วงเงินประมาณ 185,900 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ 5.66 แบ่งออกเป็น งบรายจ่ายประจำ วงเงิน 2.354 ล้านล้านบาท หรือ ร้อยละ 75 ของวงเงินงบประมาณ ลดลงจากงบรายจ่ายประจำปี 2564 ซึ่งมีวงเงิน วงเงิน 2.537 ล้านล้านบาท หรือ ร้อยละ 77 ของวงเงินงบประมาณ ประมาณการรายได้ 2.4 ล้านล้านบาท การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 700,000 ล้านบาท งบลงทุน วงเงิน 620,000 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 20 ซึ่งคงไว้ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยลดลงจากปี 2564 ที่มีงบลงทุน 649,000 ล้านบาท ชำระคืนเงินต้นเงินกู้ วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท
มีสมมุติฐานของสภาพัฒน์และธปท. ประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2565 หรือ GDP ร้อยละ 3.5 หรือ 17.328 ล้านล้านบาท อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 1.2 ทั้งนี้ สำนักงบประมาณจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 5 มกราคม 2564
นายเดชาภิวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 วงเงินงบประมาณลดลงจากปี 2564 วงเงิน 185,900 ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณรายจ่าย เนื่องจากสำนักงบประมาณมีนโยบายลงงบประมาณร่ายจ่ายประจำมาโดยตลอด โดยขอให้ให้ส่วนราชการทบทวน พิจารณาจากประสิทธิภาพในการใช้จ่าย การเบิกจ่ายและผลสัมฤทธิ์ เช่น งบลงทุน หรือ งบประจำ
“กรณีเป็นงบรายจ่ายประจำ เราพยายามลดลงมา ในปี 2565 ลดลงเหลือร้อยละ 75 ซึ่งส่วนประกอบของรายจ่ายประจำ แน่นอน คือ เงินเดือนข้าราชการ การรักษาพยาบาลประมาณล้านสองแล้ว เราพยายามลดรายจ่ายประจำ ซึ่งที่สามารถลดลงได้ หรือ ชะลอได้ เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ การประชุมสัมมนาลดลงได้บางส่วน อย่างไรก็ดี ที่สามารถลดลงได้ คือ เงินสมทบกองทุน โดยเฉพาะทีมีเงินของตัวเอง และส่วนราชการที่มีเงินนอก ที่มีรายได้จัดเก็บได้เอง และให้ส่วนราชการชะลอการขอเพิ่มงบรายจ่ายประจำ”
นายเดชาภิวัฒน์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีงบของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะจำนวนนักเรียนลดลงร้อยละ 5-6 ต่อปีอยู่แล้ว รวมถึงนโยบายของรัฐมนตรีเกี่ยวกับโครงการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ กระทรวงสาธารณสุข ส่วนที่เป็นค่าจ้างพนักงานและลูกจ้างในปีทีผ่านมาที่ปรับสถานะมาเป็นข้าราชการ 45,000 อัตรา จึงไม่ได้ลดลง และไม่กระทบกับค่ารักษาพยาบาล
“นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายในที่ประชุมขอให้สำนักงบประมาณพิจารณางบประมาณในส่วนของรายจ่ายประจำ เพราะถึงแม้ว่าจะลดลง แต่คงไว้สำหรับการดูแลกลุ่มคนเปราะบาง เช่น เงินประกันสังคม กองทุนประกันสุขภาพ สวัสดิการของกลุ่มเปราะบางทั้งหมด คนพิการ คนชรา และเด็กเล็กตามนโยบายของรัฐบาล หรือ สำหรับค่าใช้จ่ายทางด้านสังคมเราจะไม่ปรับลด ซึ่งตั้งไว้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาอย่างน้อย 40,000 ล้านบาท”
นายเดชาภิวัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาในแต่ละปี ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าวงเงินงบประมาณมี 3 ล้านล้าน แต่เสนอคำขอเข้ามา 5 ล้านล้าน จึงต้องคุยกับส่วนราชการ ว่า ความจำเป็นในการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นงบประจำ หรือ งบลงทุน สามารถชะลอได้หรือไม่ สามารถใช้มาตรการอื่นได้หรือไม่ หมายถึงเงินนอก เพื่อรักษาวงเงินงบลงทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งกระเป๋าซ้าย คือ เงินงบประมาณ และกระเป๋าขวา คือ เงินนอกให้สูงกว่าในปีที่ผ่านมา ต้องช่วยกัน ซึ่งเลขาฯสภาพัฒน์ได้กล่าวในที่ประชุมว่าต้องขอให้รัฐวิสาหกิจลงทุนเพิ่ม สำหรับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะไปดูว่าโครงการไหนสามารถร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนได้บ้าง”
ทั้งนี้ เงินนอก คือ กองทุนที่มีอยู่ เช่น กองทุน TFF หรือ รัฐวิสาหกิจ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน (PPP) ซึ่งต้องออกเป็นมาตรการ
นายเดชาภิวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณเกี่ยวกับการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังมีงบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งในส่วนของการเยียวยาวงเงิน 555,000 ล้านบาท และส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท นอกจากนี้งบกลาง เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่ตั้งไว้ในแต่ละปี สามารถนำมาใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยา หรือ ผลกระทบสำหรับโควิด-19 ได้ สามารถใช้ไปถึงปีหน้าได้
ทั้งนี้ ในงบกลางฯ ปี 2565 ตั้งไว้เบื้องต้นร้อยละ 3 ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งอาจจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับคำขอของส่วนราชการ เพราะมีรายการที่ต้องตั้ง เช่น รายงานผูกพัน รายการที่เป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล
“ต้องดูการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เพราะล็อคไม่นาน เรายังมีเงินเยียวยา 400,000 ล้านและงบกลางปี 64 ที่กันไว้อีก 40,000 ล้าน ยังไม่ได้ใช้ รวมถึงงบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็นปี 64 อีก 99,000 ล้านบาทหรือราว ๆ 1.4 แสนล้านบาท ไม่ต้องห่วง น่าจะพอ และถ้าอีก 1 เดือน สถานการณ์ดีขึ้น เราอาจจะไม่ต้องใช้”
นายเดชาภิวัฒน์กล่าวว่า หากประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขั้นเลวร้ายที่สุด หรือ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก เงินมีเพียงพอที่จะเยียวยา หรือ มีเงินประมาณ 2-3 แสนล้านบาท รวมกับงบประมาณงบกลางและงบกลางกรณีฉุกเฉินฯ อีก รวมแล้วประมาณ 4 แสนล้านบาท “สบาย ๆ” อย่างไรก็ดี ท่านนายกฯบอกว่า ต้องมีมาตรการไม่ให้ spreader ออกไป ถ้า 2-3 วันนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อทรงตัวจะไม่เสียหายมาก
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม ตอนนี้สบาย ยังมีเงินในกระเป๋าเยอะ แต่หากถ้าปิดประเทศ เหมือนอังกฤษ หรือ ในยุโรป อันนั้นน่าเป็นห่วง ซึ่งสัดส่วนเงินกู้ต่อจีดีพีร้อยละ 60 โดยประมาณ ประเทศอื่นเป็น 100 แล้วนะ ช่วงนี้เวลานี้ 60 เรายังมีวินัยอยู่ ส่วนจะขยายหรือไม่ต้องประชุมให้เป็นนโยบายรัฐบาล ถ้าจะกู้เพื่อบรรเทา ใครจะไปค้าน ซึ่งไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย และที่ตั้งไว้ 60 เป็นเพียงตุ๊กตา ต่างประเทศไม่กำหนดหรอก 60 บางประเทศ 70 80 ญี่ปุ่น 100 % แล้ว แต่ถามว่า กู้มาทำอะไร ถ้ากู้มาเยียวยา มาบรรเทา ไม่มีใครว่าหรอก”