ครม. ปรับยุทธศาสตร์พีพีพีใหม่ เคาะลงทุนรวม 55 โครงการ วงเงินกว่า 1.62 ล้านล้าน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ปี 2560-64 มีโครงการลงทุนรวมทั้งหมด 55 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 1.62 ล้านล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 จึงต้องขยายระยะเวลาออกมาเป็นปี 2560-64 โดยมีโครงการทั้งหมด 55 โครงการ ลดลงมาจากกรอบยุทธศาสตร์เดิม เพราะบางโครงการได้ดำเนินการไปแล้วจากแผนเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2558-62 ซึ่งมีกิจการที่เหมาะสมให้ใช้รูปแบบพีพีพี จำนวน 65 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 1.41 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ในโครงการใหม่ทั้ง 55 โครงการ ได้ถูกกำหนดให้เป็นกิจการที่มีความเหมาะสมให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนรวม 22 กิจการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กิจการที่สมควรให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน จำนวน 4 กิจการ รวม 16 โครงการ เช่น กิจการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางราง โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง กิจการพัฒนาถนนที่มีการเก็บค่าผ่านทางในเมือง กิจการพัฒนาท่าเรือสาธารณะสำหรับขนส่งสินค้า และกิจการระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง อีกส่วนเป็นกิจการที่รัฐส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน จำนวน 4 กิจการ รวม 38 โครงการ เช่น กิจการพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม กิจการพัฒนาระบบชลประทาน กิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และกิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรานได้น้อย เป็นต้น
สำหรับการปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ นี้เปิดเปิดโอกาสให้ ดำเนินการแบบพีพีพี คือ รัฐร่วมกับเอกชนก่อน ได้มียุทธศาสตร์การร่วมทุน เพราะรัฐบาลมองว่าจำเป็นต้องให้มีเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินโครงการ เพื่อช่วยเหลือภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกับภาครัฐเพื่อให้บริการสังคม หากต้องร่วมลงทุนกับเอกชนต้องไปตกลงกันว่า รัฐ หรือ เอกชน แต่ละฝ่ายจะลงทุนในสัดส่วนเท่าไหร่ หรือบางโครงการคณะกรรมการพีพีพี เห็นว่ารัฐบาลต้องลงทุนเองทั้งหมด จะต้องมีหนังสือชี้แจงเหตุและผลว่า เหตุใดรัฐบาลต้องลงทุน หรือรัฐบาลทำแล้วจะดีกว่าการร่วมทุนกับเอกชนอย่างไร แต่ทั้งนี้ หากรัฐบาลต้องดำเนินการเองในบางโครงการก็จะเป็นทางเลือกรองเท่านั้น
ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ออกข้อกำหนดในการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ภายใต้คำสั่งหัวหน้าคสช. เดิม ให้มีผลบังคับใช้ไปก่อนที่พร.บ.อีอีซี จะออกมา โดยกำหนดให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ทำแผนการใช้ที่ดินรวม และจัดทำผังเมืองรวมของอีอีซีให้เสร็จภายใน 6 เดือน คาดว่า ข้อกำหนดดังกล่าวจะประกาศออกมาได้ภายในสัปดาห์หน้า