จากสุนทรพจน์ “สี จิ้นผิง” อ่าน “อนาคตเศรษฐกิจจีน”
การประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี สิ้นสุดลงแล้ว ด้วยข้อสรุปที่ชัดเจนในทางการเมืองว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำจีนที่ “เข้มแข็ง” ที่สุด ในบรรดาผู้นำร่วมสมัยเดียวกัน ยังคงมีอำนาจเต็มอยู่ในมือและมีทีท่าว่าจะสามารถมีอำนาจอิทธิพลมากยิ่งขึ้นด้วย
นั่นเป็นสิ่งที่นักสังเกตการณ์จีนคาดหมายเอาไว้แล้วก่อนหน้า แต่สิ่งที่นักวิชาการและนักสังเกตการณ์มองหามากที่สุดในสุนทรพจน์ แถลงนโยบายที่จะเป็นหลักในการปกครองจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า ยาวนานกว่า 3 ชั่วโมงดังกล่าว มากกว่าประเด็นในทางการเมืองก็คือ จีนจะทำอย่างไรกับเศรษฐกิจที่นับวันยิ่งมีความหมายกับโลกมากขึ้นทุกที
ในทางการเมืองแนวทางและก้าวย่างของจีนตามวิสัยทัศน์ของสี จิ้นผิง ดูชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง สียืนยันว่า ภายในปี 2050 ประเทศนี้จะกลายเป็นผู้นำของโลก ในด้านนวัตกรรม อำนาจอิทธิพลและพลานุภาพทางทหาร
“เรากำลังก้าวเดินสู่ความเป็นศูนย์ กลางเวทีโลก และพร้อมต่อการอุทิศตนอย่างต่อเนื่องเพื่อมนุษยชาติ และชาติจีนจะยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในซีกตะวันออกของโลก”
ตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว รูปแบบการพัฒนาที่นำและกำกับโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่เพียงคงความสำคัญ แต่ สี จิ้นผิง เน้นย้ำว่าจำเป็นต้องขยายออกให้ครอบคลุมทุก ๆ คุณลักษณะของประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดีจีนไม่ได้แสดงถึงเงื่อนงำหรือรูปธรรมของแนวทางเศรษฐกิจในอนาคตไว้แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการปฏิรูปเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ทุกคนมองตรงกันว่า เป็น “ความเจ็บปวดที่จำเป็น” ต้องกระทำ หากต้องการให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
แผนงานในอนาคตของสี จิ้นผิง มุ่งเน้นไปที่การกระชับอำนาจของพรรคให้แน่นแฟ้นยิ่งใหญ่มากขึ้น ด้วยการยืนยันว่า สิ่งนี้จะ “นำไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่าง” แม้พูดถึงการปฏิรูปโดยประกาศจะยังคงเปิดรับธุรกิจจากต่างชาติ เร่งรัดให้การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจรุดหน้า สร้างความเข้มแข็งให้กับการกำกับและตรวจสอบภาคการเงินมากขึ้น แต่ทั้งหมดแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากวาทกรรมที่ผ่านมา ไม่มีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างในแบบ “ยกเครื่อง” ระบบเศรษฐกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง
และ สี จิ้นผิง ไม่ได้พูดถึง “เป้าหมายในการเติบโตทางเศรษฐกิจ” เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นอาจหมายความว่า จีนเริ่มลดความสำคัญของตัวเลขแต่หันไปมุ่งเน้น “คุณภาพของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสะท้อนจากการที่ผู้นำจีนเน้นให้เห็นถึงการเอาชนะ “ความท้าทายหลัก” ทั้งหลายที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ คือความพยายามเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยรวมของชนชาวจีน
สี จิ้นผิง นำเสนอ “ระบบพรรคเดียว” ว่าเป็น “ทางเลือกใหม่” ในการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ พูดถึงนโยบายว่าด้วย “วัน เบลต์ วัน โรด อินิชิเอทีฟ” ที่จีนต้องการใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการค้าและส่งเสริมการลงทุนด้านสาธารณูปโภคขึ้นทั่วโลก
รายงานของโกลด์แมน แซกส์ ว่าด้วยสุนทรพจน์ครั้งนี้สรุปเอาไว้ว่า เป็นการส่งสัญญาณใหม่เพียงไม่กี่อย่างออกมาทั้งในแง่ของนโยบายระยะสั้น และในแง่ของนโยบายเชิงโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่นักวิชาการอย่าง จอร์จ แม็กนัส รองศาสตราจารย์ประจำศูนย์จีนศึกษา มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ชี้ว่า “วาทกรรมและวิสัยทัศน์” ของสี จิ้นผิง นั้น “ใหญ่โตโอฬาร” เหมือนอย่างที่คาดกัน แต่ปัญหาใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อลงมือปฏิบัติ เพราะ “ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับรัฐ” ตามระบบของจีนนั้น พร้อมเสมอที่จะก่อให้เกิด “หลุมทรายดูด” ที่จะฉุดจีนให้ออกห่างจากแนวทางการปฏิรูปที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจของทั้งประเทศในอดีตที่ผ่านมา
สตีฟ ซ่าง ผู้อำนวยการสถาบันจีน จากมหาวิทยาลัยแห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ เชื่อว่า จากสุนทรพจน์ครั้งใหม่นี้ สี จิ้นผิง แสดงออกให้เห็นอย่างเปิดเผยว่า จีนมีโมเดลการพัฒนาที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ไม่ใช่รูปแบบเดียวกับทุนนิยม และไม่ใช่ในรูปแบบของประชาธิปไตย
ประเด็นสำคัญก็คือว่า ถ้าหากว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของสี จิ้นผิง คิดถูก ทำถูก อย่างที่แสดงออก จีนก็จะพัฒนาต่อไปได้ด้วยดี
แต่ถ้าการนำชนิดที่ไม่ต้องการให้ใครตั้งคำถามดังกล่าว เกิดผิดพลาด บกพร่อง ผิดทิศทางขึ้นมา คำตอบก็มีอยู่เบ็ดเสร็จในตัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมากับจีน และเศรษฐกิจโลก