เกียรตินาคินภัทร ชี้เศรษฐกิจไทยปี’64 ตกหลุมลึก โตแค่ 2%
KKP Research ประเมินจีดีพีไทยปี 64 ขยายตัว 2% จากคาดการณ์เดิม 3.5% ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าใช้เวลานาน-ตกหลุมลึก จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงกำหนดชะตา การควบคุมการติดเชื้อ หวั่นคุมไม่อยู่กดจีดีพี -1.2% การกระจายวัคซีนหนุนนโยบายเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว-เดินหน้านโยบายการเงิน-คลังประคองผลกระทบ คาด กนง.ลดดอกเบี้ยอาร์พี-เงินนำส่ง FIDF
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนิมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP Research บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร กล่าวในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยในเงาของโควิด-19” ว่า ภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเห็นว่าไม่ได้ฟื้นตัวเร็วเหมือนเศรษฐกิจโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในระดับ 5.5% จากปีก่อนที่หดตัว -3.5%
โดยในส่วนของเศรษฐกิจไทยการฟื้นตัวจะใช้เวลานาน เนื่องจากโควิด-19 มีผลกระทบต่อในหลายภาคส่วน และเซ็กเตอร์แตกต่างกัน และมีความไม่แน่นอนสูง โดยเกียรตินาคินภัทรประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อยู่ที่ 2% จากเดิมคาดการณ์อยู่ที่ 3.5%

จะเห็นว่าประเทศไทยตกหลุมการฟื้นตัวลึกกว่าประเทศอื่น เป็นผลมาจาก 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การจำกัดและควบุคมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความไม่แน่นอนและมีผลต่อนโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยว ซึ่งไทยมีสัดส่วนรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 10-12% ของจีดีพี และ 2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยไม่ได้มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามและเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะมีอยู่ 3 ประเด็น คือ 1.การควบคุมการติดเชื้อระลอกใหม่ จะเห็นว่ามีความรุนแรงและกว้างกว่ารอบก่อน โดยมาตรการควบคุมมีความยืดหยุ่นและเบากว่ารอบแรก ซึ่งหากกรณีการควบคุมใช้เวลานาน จะส่งผลต่อการบริโภคไม่ให้กลับมาสู่ระดับปกติ และหากกรณีเลวร้ายไม่สามารถเปิดประเทศได้ และใช้มาตรการควบคุมใช้เวลา 2 ไตรมาส จะส่งผลให้จีดีพีหดตัว -1.2%
และ 2.การกระจายวัคซีน โดยหากวัคซีนไม่เป็นไปตามแผนทั้งในแง่ประสิทธิผลของการป้องกัน หรือมีความล่าช้าในการได้รับและกระจายฉีดให้ประชาชน ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้ติดเชื้อที่ได้รับผลกระทบกว่า 100 ล้านคน และผู้ติดเชื้อใหม่ 6 แสนคน โดยมีประเทศอิสราเอลที่สามารถฉีดได้ประชากรแล้วกว่า 56% ซึ่งต้องติดตามประสิทธิผลและผลข้างเคียง เพราะจะมีผลต่อการเปิดประเทศ
ขณะที่ 3.นโยบายการคลังและนโยบายการเงินเพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากเศรษฐกิจในอีก 1 ปีข้างหน้ายังคงขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และมีแรงงานที่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากหลุม แต่จะเกิดแผลเป็นกับเศรษฐกิจได้ ทำให้ต้องมีมาตรการทางการเงินและการคลังใส่เม็ดเงินเข้ามาเพื่อพยุงเศรษฐกิจ โดยนโยบายการคลังเชื่อว่ายังคงมีความจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะคาดว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ 56-57% แต่สามารถขยายเพดานกู้ได้ แต่จะต้องใช้เม็ดเงินให้มีประสิทธิภาพตรงจุด และรั่วไหลน้อยที่สุด เพราะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ
ส่วนนโยบายการเงิน มองว่า คณะกรรมการโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.50% และลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ลง แม้ว่า ธปท.จะประเมินผลกระทบจากโควิด-19 รอบนี้น้อยกว่า และต้องการเก็บกระสุนไว้ อาจจะไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ย แต่เพื่อเป็นการส่งผ่านต้นทุนไปให้ผู้กู้ จึงมีความจำเป็น พร้อมหนุนการปรับโครงสร้างหนี้รวมถึงพิจารณาการใช้เครื่องมืออื่น
“เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงอยู่ในเงาของโควิด-19 และเรามองว่าเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว เรามีอยู่ 2-3 ประเด็นที่ต้องรับการแก้ไขและใส่ใจ คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และการที่จีดีพีหดตัวจะมาจากความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการส่งออกสะท้อนว่าเราสูญเสียการแข่งขันในตลาดโลก และไม่มีการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาในไทยน้อยลง เราจึงต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุน”