กรุงไทย แนะธุรกิจเร่งลงทุนเศรษฐกิจสีเขียว คาด 5 ปี ใช้เม็ดเงิน 8.2 แสนล้าน
ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย เผยผลสำรวจทั่วโลก คาดหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3.2-5.4 องศาฉุดจีดีพีต่อหัวลง 23% ส่วนไทยลดฮวบ 50% แนะผู้ประกอบการใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม หลังประเทศคู่ค้าเข้มงวด หวั่นกระทบการส่งออก เร่งดำเนินนโยบาย BCG คาดใช้เม็ดเงินลงทุน 5 ปี ราว 8.2 แสนล้านบาท ดันสัดส่วนการลงทุนเพิ่มเป็น 28% ต่อจีดีพี จากปัจจุบัน 24%
นายชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ถือเป็นประเด็นความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจไทยมากขึ้น เนื่องจากทั่วโลกมองว่าความเสี่ยงทีเกี่ยวกับ Climate Change มีโอกาสเกิดขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี และจากผลสำรวจของ World Economic Forum ในปี 2020 และ Stanford University ประเมินว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3.2-5.4 องศา อาจทำให้จีดีพีต่อหัวโดยเฉลี่ยลดลง หรือคนจนลงมากถึง 23% ภายในปี 2643 และไทยอาจจะลดลงมากถึง 50%

ดังนั้น จากกระแสด้านสิ่งแวดล้อม จึงเกิดเป็นนโยบายการลงทุนและปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจที่อยู่บนฐานโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญ เนื่องจากจะมีผลต่อการค้าโลกที่ประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) และญี่ปุ่นมีนโยบายค่อนข้างเข้มงวดในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะกระทบต่อการส่งออกของไทย และอาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทย
และล่าสุด สหภาพยุโรปได้ร่างมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนที่เรียกว่า Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2566 เพื่อปรับราคาของสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศให้สะท้อนปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตของสินค้าที่สูงกว่าการผลิตในสหภาพยุโรป เช่น การเก็บภาษีจากคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง หากผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันได้
ดังนั้น ประเมินว่าหากไทยต้องการดำเนินตามนโยบาย BCG ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท จะต้องมีการลงทุนในเศรษฐกิจไทยเพิ่มอย่างน้อย 8.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี ซึ่งจะช่วยทำให้สัดส่วนเงินลงทุนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นได้อีกกว่า 4% จากระดับปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 23-24% ต่อจีดีพี เพิ่มเป็น 28% ต่อจีดีพี
ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ New Normal และโดยเทรนด์การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่มาพร้อมกับ 3 กระแสเปลี่ยนโลก ได้แก่ 1.การมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน 2.การพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และ 3.การประยุกต์ใช้ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาการใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยยังทำได้ไม่เต็มที่ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 ในการใช้เทคโนโลยี ถือว่าค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งมาจากการขาดการวิจัยและพัฒนา (R&D) จะเห็นว่าสัดส่วนค่าเฉลี่ยการวิจัยและพัฒนาของไทยอยู่ที่ระดับ 1.1% เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 2.3% จึงจำเป็นที่ต้องลงทุนเพิ่มเติม
“หากธุรกิจไทยใช้ประโยชน์จากฐานเกษตรกรรมและทรัพยากรชีวภาพไทยที่มีความหลากหลาย และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและดิจิทัลอย่างเหมาะสม ในการพัฒนาและต่อยอดในหลายอุตสาหกรรมบนพื้นฐานของความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะช่วยยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยจะช่วยให้ประเทศไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายใต้กฎเกณฑ์ทางการค้าใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจของตน ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของภาคธุรกิจในระยะยาว”