“สุรวัช อัครวรมาศ” ชงแผน เตรียม “ท่องเที่ยว” รับเปิดประเทศ
สุรวัช อัครวรมาศ
สัมภาษณ์พิเศษ
หากนับถอยหลังนโยบายเปิดประเทศ 120 วันของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ที่ประกาศไปเมื่อ 16 มิถุนายน 2564 ไทม์ไลน์การเปิดประเทศของไทยจะอยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ หรืออีกเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “สุรวัช อัครวรมาศ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวสภาผู้แทนราษฎร ถึงแนวคิด มุมมอง และข้อเสนอแนะส่วนตัวสำหรับการเตรียมพร้อมของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เพื่อรองรับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตามนโยบายเปิดประเทศ 120 วันไว้ดังนี้
เตรียมรับ “เปิดประเทศ”
“สุรวัช” บอกว่า ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภายในประเทศของไทยยังคงมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดอย่างหนัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมุ่งโฟกัสในเรื่องของการควบคุมการแพร่ระบาดโรค ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ส่วนตัวมองว่าในช่วงนี้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมีความจำเป็นต้องคิดไปข้างหน้าด้วยว่าหลังวิกฤตโรคระบาดคลี่คลายลงแล้ว ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยควรเดินไปในทิศทางไหน และควรเป็นไปในรูปแบบใด
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการทุกเซ็กเตอร์ได้เตรียมความพร้อมสำหรับตั้งรับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวตามนโยบายนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) รวมถึงวางแผนสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกันต่อไป
พื้นที่ไหนพร้อมให้ทำ SOP
“สุรวัช” บอกว่า เงื่อนไขหลักของการเปิดประเทศคือ วัคซีน ซึ่งล่าสุดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขไฟเขียวแล้วว่าพื้นที่ไหนมีอัตราการแพร่ระบาดอยู่ในอัตราที่ต่ำ คนในพื้นที่พร้อม และอยากเปิดเมืองรับการท่องเที่ยวแล้วให้จัดทำคู่มือเปิดเมือง หรือ Standard Operation Procedures : SOP เสนอโครงการเข้าไปที่กรมควบคุมโรคได้เลย
หลังจากนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจะแนะนำให้เข้ามาหารือถึงวิธีการและรูปแบบการเปิด หากทุกอย่างพร้อมรัฐจะทำหน้าที่กระจายวัคซีนเข้าไปฉีดให้คนในพื้นที่ให้ได้ตามเป้าหมายต่อไป โดยใช้โมเดลของ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์”ที่เปิดดำเนินการไปแล้วเป็นต้นแบบ
“ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” สอบผ่าน
“สุรวัช” บอกว่า สำหรับ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” แม้ว่าเดือนแรก (กรกฎาคม) ของการเปิดจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 14,000 คน สร้างรายได้ให้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพียงแค่ 800 กว่าล้านบาท แต่ในมุมของการเป็นโครงการนำร่องถือว่าเป็นไปใน ทิศทางที่ดีมาก
กล่าวคือ ยังไม่เกิดเหตุการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาตินำเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ เข้ามาแพร่ในประเทศไทยอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวลเมื่อครั้งก่อนตัดสินใจเปิดเมือง (ยกเว้นกรณีคดีนักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เสียชีวิต)
ดังนั้น วันนี้หากถามคนท่องเที่ยวว่ารู้สึกอย่างไรกับโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” ส่วนตัวเชื่อว่าคนท่องเที่ยว 100% รู้สึกดีที่ได้ทดลองเปิด เพราะไม่ได้คาดหวังว่าเปิดแล้วจะมีคนแห่มาจำนวนเยอะ ๆ ตั้งแต่เดือนแรกที่เปิดโครงการ และส่วนใหญ่ขอแค่ให้ได้ทดลองเปิดและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบ
ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยสามารถเดินหน้าเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ควบคู่ไปกับการควบคุมการแพร่ระบาดโควิดของสาธารณสุข
ชู “ภูเก็ต” ฮับส่งต่อนักท่องเที่ยว
“สุรวัช” ยังบอกอีกว่า ถึงวันนี้ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” ผ่านไปแล้ว 1 เดือนครึ่ง ส่วนตัวถือว่าแบรนด์ “แซนด์บอกซ์” ประสบความสำเร็จพอสมควรในมุมของมาตรการการควบคุมโรคติดต่ออย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าคนท่องเที่ยวทุกภาคส่วนยังไม่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้อย่างทั่วถึงเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามายังมีจำนวนไม่มากถ้าเทียบกับในช่วงปกติก่อนวิกฤตโควิด และนักท่องเที่ยวตลาดจีนและรัสเซียซึ่งเป็นกลุ่มหลักยังไม่เดินทาง ทำให้รายได้ที่เกิดขึ้นยังคงกระจุกอยู่กับผู้ประกอบการเพียงแค่บางส่วน แต่ก็ถือว่าดีกว่าที่ไม่พยายามทดลองทำอะไรเลย
และประเด็นสำคัญที่ตัวเขาเองมองในขณะนี้คือ ในอนาคตอันใกล้นี้ภาคการท่องเที่ยวต้องใช้ “ภูเก็ต” ให้เป็นศูนย์กลางหรือฮับ ของการเดินทางท่องเที่ยวสู่พื้นที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ของประเทศไทย ในระหว่างที่พื้นที่กรุงเทพฯยังต้องรับมือกัสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด
ประกอบกับที่ผ่านมา “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” สามารถพิสูจน์ให้สังคมยอมรับแล้วว่ามีระบบบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะมาตรการรับมือกับโรคระบาด
จากนั้น สเต็ปต่อไปคือ ทยอยเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่มีความพร้อม มีคู่มือปฏิบัติงาน หรือ SOP ชัดเจน และได้รับการจัดสรรวัคซีนในอัตราที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ hard immunity แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ พังงา พัทยา (ชลบุรี) หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) ชะอำ (เพชรบุรี) เชียงใหม่ ฯลฯ โดยดำเนินการในรูปแบบของ “แซนด์บอกซ์” เช่นกัน
“ตอนนี้นักท่องเที่ยวที่เข้าภูเก็ตต้องอยู่ในภูเก็ต 14 วัน แต่ต่อไปอาจลดเหลือ 7 วัน หรือ 3 วันตามลำดับ และบินออกจากภูเก็ตไปยังอุดรธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น น่าน ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการเปิดสินค้าท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จัก และในอนาคตหากนักท่องเที่ยวไปถึงอุดรธานี ขอนแก่น ฯลฯ ก็มีโอกาสที่จะเชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาวได้อีกด้วย”
เพิ่ม “แซนด์บอกซ์” ทั่วประเทศ
รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ยังบอกอีกว่า ส่วนตัวอยากเสนอให้ทุกพื้นที่ทำแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวนั้นดำเนินงานภายใต้แบรนด์ “แซนด์บอกซ์” เหมือนกันในทุกพื้นที่ ยกตัวอย่าง เช่น เปิดที่สมุย (สุราษฎร์ธานี) ก็ใช้ชื่อ “สมุยแซนด์บอกซ์” เปิดพัทยา (ชลบุรี) ก็ใช้ชื่อ “พัทยาแซนด์บอกซ์” หรือเปิดหัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) ก็ใช้ชื่อว่า “หัวหินแซนด์บอกซ์” เป็นต้น
“การตั้งชื่อที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสมุย พลัส, พังงา พร้อม, พัทยา มูฟ ออน, หัวหิน รีชาร์จ หรือชาร์มมิ่ง เชียงใหม่ ฯลฯ ทำให้คนจดจำแบรนด์ยาก”
และไม่เพียงเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ๆ เท่านั้น ในอนาคตข้างหน้าเมืองไหนที่พร้อมก็สามารถประกาศเป็น “แซนด์บอกซ์” ได้ เช่น หากจังหวัดน่านพร้อมก็เปิด “น่านแซนด์บอกซ์” อุดรธานีพร้อมก็เปิด “อุดรธานีแซนด์บอกซ์” เป็นต้น
หรืออาจเปิดไม่หมดทั้งจังหวัด แต่พร้อมในบางพื้นที่ เช่น เมืองเชียงคาน (เลย) พร้อมก็เปิด “เชียงคานแซนด์บอกซ์”หรือเขาใหญ่ (นครราชสีมา) พร้อมก็เปิด “เขาใหญ่แซนด์บอกซ์” เป็นต้น
“ผมอยากให้ประเทศไทยทำเป็นแซนด์บอกซ์ในหลาย ๆ พื้นที่ ยิ่งพื้นที่ไหนมีสนามบินก็น่าจะทำให้การเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวจากภูเก็ตไปยังพื้นที่อื่น ๆได้ง่ายขึ้น”
พร้อมทั้งย้ำว่า การใช้แบรนด์ “แซนด์บอกซ์” เหมือนกันทุกพื้นที่นั้นจะทำให้ง่ายต่อการสื่อสาร และสร้างการจดจำกับนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า “แซนด์บอกซ์” เป็นเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย และเป็นเมืองที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว…