เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
News รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
Real Estate SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
SD WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
Economic เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
“พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
Politics “พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
Business เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
Tech คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
Economic กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
ดูทั้งหมด

พาณิชย์จับมือสศช. และ WEF เวิร์กช็อปเร่งพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยตามนโยบาย Thailand 4.0

20 พ.ย. 2560 | 11:05น.

พาณิชย์จับมือสศช. และ WEF เวิร์คช็อปเร่งพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยตามนโยบาย Thailand 4.0 หลังไทยอันดับกระเตื้องจาก 34 มาอยู่ที่อันดับ 32 จาก 137 ประเทศทั่วโลก

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “การจัดสัมมนา“Competitiveness and Inclusive Growth: Navigating towards Thailand 4.0”ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ WEF มาจัดงานในประเทศไทยและนับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ WEF และประเทศไทยได้ทำงานใกล้ชิดมากขึ้น

ทั้งนี้ นโยบายเศรษฐกิจของไทย อาทิ Thailand 4.0 และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มีความสอดคล้องกับการปรับตัวรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 หรือ Fourth Industrial Revolution (4IR) ซึ่ง WEF ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ตระหนักถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและหาทางปรับตัว โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีนโยบายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าให้เติบโตไปด้วยกัน ด้วยการน้อมนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้บนพื้นฐานการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน หรือ Competitiveness และการเติบโตอย่างทั่วถึง หรือ Inclusive Growth เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

“การสัมมนาฯ ในครั้งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและหารือทิศทางการพัฒนาประเทศไทยของรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง CEO ของบริษัทชั้นนำ เช่น ปตท. ไทยเบฟ ซีพี ซึ่งเป็นสมาชิกของ WEF ผู้แทนจาก Oxfam UNDP ESCAP ธนาคารโลก บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น PwC กลุ่มเทคสตาร์ทอัพ กลุ่มเกษตรกรออร์แกนิค บริษัทขนาดกลางที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี SME และหอการค้าต่างประเทศในไทย ในประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินงานเป็นลำดับต้นๆ เพื่อให้ไทยนำไปพิจารณาประกอบการกำหนดนโยบายการก้าวไปสู่ Thailand 4.0 พร้อมทั้งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์ชี้วัดใหม่ หรือ New Methodology ที่คาดว่าจะปรับใช้ในปี 2561 ให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ชี้วัดของ WEF อีกด้วย”

สำหรับการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขัน หรือ Global Competitiveness Index (GCI) ปี 2017 – 2018 ประเทศไทย ขยับจากอันดับที่ 34 ในปีก่อน มาอยู่ที่อันดับที่ 32 จาก 137 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยไทยมีคะแนนดีขึ้นในหลายหมวดใหญ่ โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพแรงงาน ด้านสภาพแวดล้อมด้านหน่วยงาน ด้านการศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม ด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค และที่สำคัญคือด้านนวัตกรรม และด้านความพร้อมเทคโนโลยี ที่ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม WEF มองว่า ไทยยังมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งปรับปรุงอีกหลายด้าน ซึ่งการมาจัดสัมมนาฯ ของ WEF ในครั้งนี้ จะนำเสนอประเด็นที่เห็นว่าไทยควรเดินหน้าพัฒนาให้เร็วขึ้น ได้แก่ (1) การพัฒนาด้านสถาบันเพื่อให้มีธรรมาภิบาล (2) การปรับ/ลดกฎระเบียบเพื่อสร้างความมีประสิทธิภาพของตลาดและสินค้า (3) การสร้างความพร้อมทางเทคโนโลยี (4) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม และ (5) การพัฒนาการศึกษาและทักษะ โดย WEF จะเสนอให้ไทยให้ความสำคัญกับการมีนโยบายเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (inclusive growth policy) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

นางอภิรดีกล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันเป็นสิ่งที่บ่งชี้ศักยภาพของประเทศ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ บรรยากาศการค้าและการลงทุน โดยประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเร่งพัฒนาและปรับปรุงภายใต้เกณฑ์ชี้วัดใหม่ของ WEF เช่น ความสามารถในการปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในส่วนตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ อาทิ การเริ่มต้นธุรกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้น กระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังจะขยายความร่วมมือกับ WEF ทางด้านเศรษฐกิจการค้า โดยความชำนาญของ WEF จะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและช่วยให้ประเทศไทยมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสถานการณ์ยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของไทยผ่านเวทีเศรษฐกิจระดับโลกต่อไป

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้อันดับความสามารถในการแข่งขันไทยจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีอุปสรรคอีกหลายด้านที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเฉพาะการแก้ปัญหาผลิตภาพของผู้ประกอบการที่ยังต่ำ ด้วยการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ การใช้นวัตกรรมและการลดต้นทุนเพื่อให้แข่งขันได้ รวมทั้งการแก้กฎหมาย

ขณะที่นายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า ต้องผลักดันการเพิ่มมูลค่าเกษตร การใช้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และกฎหมายบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

นายจัสติน วู้ด หัวหน้าฝ่ายเอเชีย แปซิฟิก ของ WEF กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้หลายด้าน อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ไทยยังมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งปรับปรุงอีกหลายด้าน ซึ่งการมาจัดการประชุมของ WEF ในครั้งนี้ จะนำเสนอประเด็นที่เห็นว่าไทยควรเดินหน้าพัฒนาให้เร็วขึ้น ได้แก่ (1) การพัฒนาด้านสถาบันเพื่อให้มีธรรมาภิบาล (2) การปรับ/ลดกฎระเบียบเพื่อสร้างความมีประสิทธิภาพของตลาดและสินค้า (3) การสร้างความพร้อมทางเทคโนโลยี (4) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม และ (5) การพัฒนาการศึกษาและทักษะ โดยทาง WEF ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอประเด็นเหล่านี้อย่างลึกและตรงไปตรงมา และจะเสนอให้ไทยให้ความสำคัญกับการมีนโยบายเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมและเติบโตอย่างทั่วถึง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

ทั้งนี้ ​สภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งเมื่อปี 1971 โดย Prof. Klaus Schwab มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในองค์กรระดับโลกที่ริเริ่มการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Ranking) ทุกๆ ปี WEF จะทำการจัดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศต่างๆ และเผยแพร่ผ่านรายงาน Global Competitive Yearbook โดยใช้ 114 ตัวชี้วัด แบ่งเป็น 3 sub-indexes ได้แก่ กลุ่มปัจจัยพื้นฐาน (Basic requirements) กลุ่มปัจจัยเสริมประสิทธิภาพ (Efficiency enhancers) และกลุ่มปัจจัยด้านนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญ (Innovation and sophistication Factors)

สำหรับ ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ (Global Competitiveness Index) 70% มาจากแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเอกชน หรือ Executive Opinion Survey (EOS) ซึ่งเป็น Primary data โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างตามแนวทางของ WEF ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วน GDP ของประเทศ และสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบริษัทขนาดเล็กและบริษัทขนาดใหญ่ในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50:50 นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างต้องเป็นผู้ที่เคยตอบแบบสอบถามในปีที่แล้ว ข้อมูลอีก 30% มาจาก Secondary data จากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank, WTO, IMF และ UN โดย WEF จะสำรวจความเห็นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมของทุกปี