คาดพายุ 1-2 ลูกใหม่ ไม่กระทบโดยตรง สทนช.เร่งระบายน้ำก่อนฝนตกเพิ่ม
สทนช.คาดพายุ 1-2 ลูกใหม่เข้าไทยหลัง 10 ต.ค. เชื่อไม่กระทบโดยตรง และไม่ส่งผลต่อระดับน้ำมากนัก ส่วนการระบายน้ำของเจ้าพระยาล่าสุดอยู่ที่ระดับ 2,775 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ยันไม่ท่วมกรุงเทพฯชั้นใน ขณะที่ภาคใต้เตรียมรับมือฝนตกหนัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยว่า จากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในช่วงเดือนตุลาคมนี้จะเกิดพายุอีก 1-2 ลูก แต่ทั้ง 2 ลูก ไม่ได้มีผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง หากพายุเข้ามาหลังวันที่ 10 ตุลาคม จะไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำมากนัก
เบื้องต้น กอนช.ได้มีการประกาศเตือนเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ขณะเดียวกันในช่วง 10 วันหลังจากนี้ กรมอุตุฯคาดว่าจะมีฝนตกในพื้นที่ภาคใต้จากอิทธิพลของลานิญาอีกด้วย
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน จากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงในเห็นถึงพื้นที่เกิดน้ำท่วม เมื่อวันที่ 20-26 กันยายนที่ผ่านมา จำนวน 19 จังหวัด รวมทั้งหมด 1.38 ล้านไร่ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สุโขทัย มีพื้นที่น้ำท่วมกว่า 3.62 แสนไร่ เป็นผลมาจากน้ำในเขื่อนแม่มอกที่ไหลมาสมทบ เป็นเหตุให้ฝั่งตะวันตกของสุโขทัยเกิดน้ำท่วมหนัก แม้จะมีความพยายามผันน้ำเข้าสู่ทุ่งบางระกำแต่ก็เป็นผลไม่มากนัก
อย่างไรก็ตามการผันน้ำดังกล่าวยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะในที่สุดแล้วน้ำก้อนนี้ต้องมารวมที่ จ.นครสวรรค์ และถูกปล่อยลงไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด
ขณะที่การระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,775 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ยังมีแนวโน้มที่จะระบายน้ำมากกว่าปัจจุบันเล็กน้อยในช่วงเช้าของวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะส่งผลต่อจังหวัดใกล้เคียงอย่าง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่จะเกิดน้ำท่วมขังอีกประมาณ 3 วัน แต่เชื่อว่าจะยังไม่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในกรุงเทพฯชั้นใน เพราะน้ำทะเลยังไม่หนุนสูง
นายสมเกียรติกล่าวว่า ในวันที่ 2-8 ตุลาคมนี้ จะต้องเร่งระบายน้ำในพื้นที่ ก่อนประเทศไทยจะมีฝนกลับเข้ามาเพิ่มอีกครั้งในวันที่ 8-9 ตุลาคมนี้ ขณะที่แผนการระบายน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะลดการระบายน้ำจาก 1.2 พันล้าน ลบ.ม./วินาที ลง เพื่อให้ระดับน้ำให้แม่น้ำป่าสักทยอยออกไปก่อน
สำหรับปริมาณน้ำปัจจุบันในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อยู่ที่ 1,014 ล้าน ลบ.ม. ในการระบายน้ำออกจากเขื่อนจะมีการลดระดับน้ำเป็นแบบขั้นบันไดต่อไป เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด