เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ABC-Mart เล็งบุกไทย-อินโดนีเซีย
Business ABC-Mart เล็งบุกไทย-อินโดนีเซีย
ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
Finance ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
Real Estate รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
Economic ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
Politics กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
SD ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
Biz Movement ‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
Business AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
Real Estate ‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
Finance ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
ดูทั้งหมด

ทุนยักษ์พลิกโมเดลธุรกิจ ก้าวข้ามโควิด-ยึดน่านน้ำใหม่

02 ต.ค. 2564 | 17:20น.

ยักษ์ธุรกิจเคลื่อนทัพใหญ่ ลุยจับมือพันธมิตรขยายลงทุน ปรับโมเดลสร้างเครือข่ายข้ามสายพันธุ์ ปตท.ลุยธุรกิจใหม่ 7 แสนล้าน ยา-รถอีวี-โลจิสติกส์ “ไทยเบฟ” ปลดล็อกขีดจำกัด ยกเครื่องโลจิสติกส์ปูทางสู่โลกอีวี ยักษ์พลังงาน “กัลฟ์” สปีดลงทุนธุรกิจดิจิทัล หลังถือหุ้นใหญ่ “อินทัช” รุกร่วมทุน “สิงเทล” บุกธุรกิจ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ผงาดภูมิภาคเอเชีย “เอไอเอส-แสนสิริ” โดดเข้าสู่สมรภูมิการเงินดิจิทัล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่ประเทศไทยและทั้งโลกตกอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลธุรกิจจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่สถานการณ์โรคระบาดที่ยืดเยื้อทำให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนต้องปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโควิด-19

โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ถือว่ามีศักยภาพทั้งด้านเงินทุนและความสามารถ ฉวยจังหวะที่ภูมิทัศน์เศรษฐกิจเปลี่ยน เดินหน้าขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจตอบโจทย์กับโลกอนาคต

ปตท.ปักธงลุยน่านน้ำใหม่

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวบนเวทีสัมมนา “ธุรกิจ-สังคม สร้างภูมิคุ้มกัน ฝ่าภัยโควิด” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ว่าธุรกิจจะชะลอตัวจากการระบาดของโควิด-19 แต่ไม่ได้ส่งผลให้ ปตท.หยุดพัฒนา หรือหยุดการลงทุน

เนื่องจากเรื่องของพลังงานมีความผันผวนสูง และกำลังมีพลังงานใหม่ ๆ อย่างไฟฟ้า ที่ถือว่าเป็นพลังงานสะอาดเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมัน ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกมาก เหตุผลสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้มาจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

จากแนวโน้มดังกล่าว เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ปตท.ได้ประกาศเปลี่ยนวิสัยทัศน์องค์กร เป็น Powering Life with Future Energy and beyond เป็นการขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังงานแห่งอนาคต และ Beyond คือการเริ่มออกไปทำธุรกิจนอกเหนือจากพลังงานมากขึ้น อย่างเช่น กลุ่มธุรกิจยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหารแห่งอนาคต

รวมถึงการขยายลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ ปตท.ได้มีการตั้งบริษัทร่วมทุนกับฟ็อกซ์คอนน์ เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถอีวีในประเทศไทย รับจ้างผลิตรถอีวีให้กับแบรนด์ต่าง ๆ การขยายสู่ธุรกิจโลจิสติกส์และระบบราง

นายอรรถพลระบุว่า การลงทุนของ ปตท.ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเป็นการลงทุนด้านพลังงาน ประมาณ 860,000 ล้านบาท และเตรียมเงินสำหรับการลงทุนในกิจการอื่น ๆ อีกกว่า 700,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 1.7-1.8 ล้านล้านบาท ที่พร้อมลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแนวทางการลงทุนของ ปตท.ก็สอดรับกับนโยบายลงทุน new S-curve ของประเทศ

เพราะ ปตท.ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ โดยวางเป้าหมายว่า ในปี 2030 ธุรกิจใหม่ ๆ ของ ปตท.จะทำรายได้เป็นสัดส่วนถึง 30% ซึ่งฐานธุรกิจเดิมของ ปตท.ใหญ่มาก หมายความว่าธุรกิจใหม่จะต้องมีการเร่งสปีดมาก

SCG ชู 4 เมกะเทรนด์

สำหรับ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าการระบาดจะหายไป แต่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับโควิด โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ในส่วนของ SCG มองเห็นโอกาสจาก 4 เทรนด์ที่จะปรับเปลี่ยนหลังโควิด 1.automation การนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์มาใช้แทนแรงงานคน

2.e-Commerce การสร้างแพลตฟอร์มให้สอดรับความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า 3.smart farming นำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มในภาคเกษตร

4.green construction เป็นการก่อสร้างแบบยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยี BIM (building information modeling) ทั้งออกแบบก่อสร้าง จำลองกระบวนการก่อสร้าง จัดการจราจร ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

“แพลตฟอร์มที่ดีคือการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาการทำงานและการให้บริการมีมูลค่าเกิดขึ้น แพลตฟอร์มจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า อีโคซิสเต็มสามารถเกิดขึ้นได้”

ก่อนหน้านี้ นายรุ่งโรจน์ระบุว่า ทิศทางธุรกิจในอนาคตของ SCG จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง จากปัจจุบันมีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด เพิ่มเป็น 50% ภายใน 3-5 ปี เน้นสินค้าตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยลงทุนเรื่อง R&D เร่งธุรกิจเข้าสู่เทรนด์เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่เติบโตสูง รุกเข้าสู่ธุรกิจระบบอัตโนมัติเพื่อนำเสนอโซลูชั่นด้านออโตเมชั่นแก่ลูกค้า ช่วยพัฒนาขีดความสามารถและยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่โรงงานอัจฉริยะ ทำให้ SCG เติบโตต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจชะลอตัว

ขณะเดียวกันในวิกฤตก็มองเห็นโอกาส เห็นความต้องการและการเติบโตของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การใช้ชีวิต ที่อยู่อาศัย

“ศุภชัย” วิกฤตทำให้เข้มแข็ง

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (C.P.) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิดกระทบทุกองค์กร แต่ธุรกิจเกี่ยวกับอาหารกระทบน้อยที่สุด สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องทำคือการปรับตัวเยอะมากจนถึงกับเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

เพื่อให้มีโอกาสมากขึ้น ต้องปรับการทำงานหนักขึ้น เพราะหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม วิกฤตเป็นโอกาส ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น และต้องปรับตัวทันที

“สิ่งที่เราปรับเปลี่ยนเวลาเจอสถานการณ์แบบนี้ ก่อนอื่นต้องเซฟลูกค้า รักษาพนักงาน และครอบครัวอย่างไรให้พ้นวิกฤตได้ อันนี้ต้องทำทันที โอเปอเรชั่นเรื่องอาหาร ต้องมีการกักตัว หรือกระบวนการทำให้พนักงานในโรงงานไม่ติดโควิด ต้องอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยจากโควิด เป็นต้น

กรณีค้าปลีกต้องปรับเปลี่ยน บางพื้นที่ปิดเร็วไม่มีนักท่องเที่ยวก็ต้องปรับ เพราะไม่มีนโยบายปรับลดพนักงาน แต่โยกไปทำเรื่องใหม่ ต้องไปออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ ส่งถึงบ้าน”

ส่วนธุรกิจโทรคมนาคมก็ได้รับผลกระทบ เนื่องจากรายได้กลุ่มนักท่องเที่ยวหายไป 7-8% แต่คนก็หันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น มีบวกมีลบ ก็ทำโซลูชั่นซอฟต์แวร์ให้คนทำงานที่บ้าน เรียนหนังสือที่บ้าน หาหมอออนไลน์ โซลูชั่นซอฟต์แวร์ช่วยแก้ไขปัญหาธุรกิจ เป็นการปฏิรูปหรือทรานส์ฟอร์มเข้าสู่ยุคที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนมากขึ้น เพราะวิถีชีวิต วิถีธุรกิจเปลี่ยนไป

ซี.พี.สยายปีกลงทุน 360 องศา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเครือ C.P. ปัจจุบันถือว่ามีเครือข่ายธุรกิจครบวงจร อาทิ ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ธุรกิจค้าปลีก โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซและธุรกิจดิจิทัล

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ ธุรกิจการเงินและการธนาคาร ที่ผ่านมามีการขยายอาณาจักรธุรกิจต่อเนื่อง นอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยได้สัมปทานก่อสร้างและบริหาร รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)

และล่าสุดเพิ่งจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จัดตั้งกองทุน Venture Capital มูลค่า 600-800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อลงทุนในสตาร์ตอัพทั่วโลก

ไทยเบฟฯปลดล็อกขีดจำกัด

ขณะที่นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดวิกฤตขึ้นในหลายธุรกิจ ผู้ประกอบการหลายภาคส่วนต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางสถานการณ์โควิดไม่ได้หายไป

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของวิชั่น ปี 2025 คือ การปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจไทยเบฟฯ หรือ Unlock the Value ทั้งกลุ่มสินค้า บุคลากร อสังหาริมทรัพย์ และพันธมิตร เพื่อสร้างคุณค่าและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นมากขึ้น

ล่าสุดคือการจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ แยกกลุ่มธุรกิจเบียร์ออกมาอยู่ภายใต้บริษัทเบียร์โค (BeerCo) เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

ปูทางการลงทุนสู่โลกอีวี

นายฐาปนกล่าวว่า บริษัทยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการ “ปลดล็อก” ธุรกิจโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า เพื่อต่อยอดการเติบโตของกลุ่ม โดยจะมีการพิจารณาสินทรัพย์ทั้งคลังสินค้า และหน่วยรถที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งก็จะต้องมองเรื่องข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ต้องนำมาปรับใช้

ไม่ว่าเรื่องตัวรถอีวีที่จะนำมาใช้ รอบการขนส่ง หรือแม้กระทั่งระยะเวลาการวิ่ง และสถานีชาร์จไฟ ที่จะต้องวางแผนให้ครอบคลุมในการต่อยอดลุยธุรกิจดังกล่าว โดยจะต้องศึกษาความเป็นไปได้ของซัพพลายเชนทั้งระบบ ซึ่งอาจเกิดทั้งรูปแบบของการจับมือพันธมิตร นำเข้า เป็นต้น

โดยเบื้องต้นในปี 2565 จะเป็นช่วงของการศึกษาตลาด เพื่อมองหาคีย์สำคัญในทิศทางการดำเนินธุรกิจ ก่อนที่ในปี 2566 จะเป็นปีของการเริ่มลงทุน และภาพจะชัดเจนในปี 2568 และหากถึงเวลานั้น บริษัทก็ต้องกลับมามองว่าประเทศไทยผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วหรือยัง หรือหากยังไม่มีการผลิตอาจจะต้องพิจารณานำเข้าแทน

“เมื่อถึงเวลานั้นจริงในการลงทุนเรื่องของธุรกิจ EV ที่ต่อยอดออกไปอาจมองไกลทั้งระบบ ซึ่งต้องมีการนำกรอบภาษีนำเข้าจะเป็นอย่างไร มาตรการต่าง ๆ จากภาครัฐ หรือแม้กระทั่งว่าประเทศไทยมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่สัมพันธ์กัน เป็นต้นทุนของการประกอบธุรกิจการค้า แต่เป็นเรื่องดี ๆ มีสินค้าที่ดี บริการถูกใจ และสุดท้ายทำประโยชน์อะไรให้กับโลกใบนี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องถามอยู่แล้วหากจะเกิดธุรกิจดังกล่าวขึ้น”

กัลฟ์ฯเร่งสปีดธุรกิจดิจิทัล

ด้าน บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ GULF ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจผลิตไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคที่มี นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปีนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

จากการกระโดดเข้าไปลงทุนใน บมจ.อินทัช โฮลดิ้ง หรือ INTUCH ผู้นำในธุรกิจสื่อสารและดิจิทัล โดยปัจจุบัน GULF กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของอินทัช ด้วยสัดส่วน 42.25% ขณะที่กลุ่มสิงเทล ตกเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 สัดส่วน 21.21%

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับ บริษัท สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด (สิงเทล) เพื่อศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย

โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมทุนจัดตั้งธุรกิจศูนย์ข้อมูลในสัดส่วน 50:50 เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจากการที่เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากขึ้น

โดยเป็นการผนึกความแข็งแกร่งของ 2 บริษัท โดย GULF มีประสบการณ์ในธุรกิจผลิตไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ Singtel มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจศูนย์ข้อมูลที่มีคุณภาพสูง พร้อมฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและหลากหลายทั่วโลก

ทั้งยังเปิดโอกาสให้บริษัทขยายธุรกิจศูนย์ข้อมูลร่วมกับ Singtel ไปในภูมิภาคเอเชีย และภูมิภาคอื่น ๆ ในอนาคต

AIS บุกสนามปล่อยกู้ดิจิทัล

ขณะที่ในซีกของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ก็มีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในการร่วมทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดตั้งบริษัท “AISCB” เพื่อเข้าสู่ธุรกิจให้บริการสินเชื่อดิจิทัล โดยอาศัยฐานข้อมูลลูกค้าของเอไอเอสที่มีกว่า 40 ล้านคน

ทั้งนี้ ถือว่าเป็นการเข้าสู่ธุรกิจบริการทางการเงินเต็มรูปแบบของค่ายมือถือ ซึ่งจะทำให้สมรภูมิการแข่งขันการให้ปล่อยสินเชื่อดิจิทัลในปีหน้ามีความร้อนแรงมากขึ้น

โดยนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า การร่วมมือกับเอสซีบีถือเป็นครั้งแรกของไทยที่เบอร์ 1 จากสองอุตสาหกรรมหลักของประเทศ คือ Telco และสถาบันการเงินประกาศร่วมทุน

เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และอื่น ๆ ในอนาคตที่จะตอบโจทย์คนในวงกว้าง เป็นการเพิ่มทางเลือกให้คนไทยที่จะไม่ต้องไปพึ่งสินเชื่อนอกระบบ

SCB ทลายกำแพงแบงก์

ขณะที่ล่าสุดธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ปรับโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจ โดยนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร เปิดเผยถึงแผนปรับโครงสร้างธุรกิจในการจัดตั้งบริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เป็นบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อพาให้กลุ่มไทยพาณิชย์ก้าวสู่โลกใหม่ที่ไม่จำกัดอยู่ที่ธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป

“ที่ผ่านมาเราพบว่าการทรานส์ฟอร์มที่อยู่บนโครงสร้างธนาคารมีข้อจำกัด ทำให้ศักยภาพของทั้งกรุ๊ปทำได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง SCBX ขึ้นมาเป็นยานแม่”

นายอาทิตย์กล่าวว่า วิสัยทัศน์ใน 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2568 ของกลุ่มไทยพาณิชย์ คือ ก้าวสู่การเป็น “กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค”

โดยความร่วมมือกับพันธมิตรในการขยายธุรกิจ และการปรับโครงสร้างธุรกิจที่จะมีการแตกบริษัทย่อยออกมา 15-16 บริษัท เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจและการแข่งขัน โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศและระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง พร้อมกับการผลักดันบริษัทต่าง ๆ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯต่อไป

แสนสิริร่วมสินทรัพย์ดิจิทัล

ขณะที่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบรนด์ดัง หลังจากทุ่มเงินลงทุน 2,000 ล้านบาท เข้าไปถือหุ้นบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ “XSpring” กลุ่มธุรกิจการเงินและหลักทรัพย์ที่มีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็น “digital financial service” เชื่อมโลกการเงินปัจจุบันและโลกดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังได้มีการร่วมทุนจัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ เอ็กซ์สปริง เอ เอ็ม ซี จำกัด (XSpring AMC) เพื่อทำธุรกิจบริหารสินทรัพย์

และเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ระดมทุนด้วยการออกเหรียญ “SIRIHUB” (สิริฮับ) โทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน (investment token) ที่มีอสังหาริมทรัพย์อ้างอิงวงเงิน 2,400 ล้านบาท โดยใช้อาคารสิริ แคมปัส เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน โดยมีบริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด ในเครือ XSpring ที่ทำหน้าที่ ICO Portal