ปิดบัญชีปี 2564 ไปอย่างสวยงามบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สามารถทำรายได้รวม 7,314 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 234,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปี 2563 ซึ่งมีรายได้ 5,357 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่า 167,418 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิในปี 2564 ที่ 1,211 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่า 38,864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% จากปี 2563 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 720 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่า 22,664 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทยังคงสามารถรักษาระดับต้นทุนต่อหน่วย (unit cost) ที่ 28.52 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาที่ 73% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้เติบโต มาจากการเข้าร่วมทุน โครงการโอมาน แปลง 61 ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ของประเทศโอมาน การเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติในโครงการมาเลเซีย แปลงเอช ทำให้ปริมาณขายทั้งหมดเพิ่มขึ้น 416,141 บาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับ 354,052 บาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันของปีก่อน และยิ่งราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยในปี 2654 ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งเป็นแรงหนุนให้เติบโตไปอีก
และแม้ว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ จากการตั้งด้อยค่าของสินทรัพย์ในโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 จากการปรับแผนการพัฒนา เนื่องจากความไม่สงบภายในประเทศโมซัมบิก และผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน แต่ก็ยังคงมีกำไรที่เพิ่มขึ้น

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า ความสำเร็จในการดำเนินงานของ ปตท.สผ. ปี 2564 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขยายการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งในมาเลเซียและภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานเติบโตตามเป้าหมาย และยังคงส่งผลต่อเนื่องมาถึงปีนี้ด้วย
แผนงานหลักในปี 2565 นี้ จะให้ความสำคัญกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านการดำเนินการในแปลงจี 1/61 หรือแหล่งเอราวัณ ซึ่งบริษัทจะเข้าเป็นผู้ดำเนินการ (operator) ในเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้การผลิตก๊าซให้กับประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเมื่อเข้าไปเป็นผู้ดำเนินการแล้ว บริษัทจะพยายามอย่างเต็มความสามารถ เพื่อทำให้อัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องในขณะนี้เพิ่มสูงขึ้น เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความต้องการใช้ก๊าซของประเทศไทย
แต่ที่น่าสนใจคือ แผนงานในต่างประเทศที่ “ปตท.สผ.” ปักหมุดหมายว่าจะเริ่มการผลิตครั้งแรกใน “โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ” ได้ในเร็ว ๆ นี้
ย้อนกลับไปถึงการร่วมลงทุนโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซซึ่งได้เริ่มพัฒนาเมื่อปี 2562 ภายหลังจากรัฐบาลแอลจีเรียอนุมัติแผนการลงทุนพัฒนาโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาผลิต 25 ปี
โครงการนี้เป็นแหล่งน้ำมันบนบก ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศแอลจีเรีย มีพื้นที่ในการพัฒนา (exploitation area) ประมาณ 1,916 ตารางกิโลเมตร ตามข้อมูลปี 2562 ผู้ร่วมทุนประกอบด้วย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและถือสัดส่วนการลงทุน 24.5%, โซนาทราช (SONATRACH) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศแอลจีเรีย ถือสัดส่วนการลงทุน 51% และซีนุก (CNOOC Limited) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตปิโตรเลียมของประเทศจีน ถือสัดส่วนการลงทุน 24.5%
กำหนดแผนว่าในระยะแรก ปตท.สผ.จะก่อสร้างท่อส่งน้ำมันไปยังสถานีผลิตใกล้เคียง และเจาะหลุมผลิต 14 หลุม และจะทยอยเริ่มการผลิตน้ำมันดิบ 10,000-13,000 บาร์เรลต่อวัน จากนั้นจะก่อสร้างสถานีผลิตและเจาะหลุมผลิตเพิ่มเติม 139 หลุม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตขึ้นเป็น 50,000-60,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2568
ความสำคัญของโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของ ปตท.สผ. ที่จะสร้างการเติบโตตามแผนกลยุทธ์ ปตท.สผ. โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการที่สองซึ่ง ปตท.สผ.ลงทุนในประเทศแอลจีเรีย ทวีปแอฟริกา ต่อจากแหล่งเบอร์ ซาบา ในโครงการแอลจีเรีย 433 เอ และ 416 บี ซึ่งมีการผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยในอัตราประมาณ 18,500 บาร์เรลต่อวัน
นอกจากแหล่งนี้แล้ว ปตท.สผ.จะเร่งพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมต่าง ๆ และโครงการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และนำไปกักเก็บในอ่าวไทย (carbon capture storage-CCS) ตามนโยบายที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำในอนาคตเพื่อให้สอดรับไปกับทิศทางพลังงานของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดด้วย