คอลัมน์ : ระดมสมอง ผู้เขียน : ปราโมทย์ วัฒนานุสาร ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
จากสถานการณ์ที่ประชากรสุกรในประเทศลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับราคาหมูเนื้อแดงปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2021 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคที่ต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนสุกรในประเทศลดลง ได้แก่ การระบาดของโรคระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจสุกร หรือ PRRS ที่ระบาดตั้งแต่ต้นปี 2021 แต่ไม่รุนแรงนักเพราะมีวัคซีนรองรับ
รวมทั้งปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้เลี้ยงบางส่วนโดยเฉพาะรายย่อยประสบปัญหาขาดทุนจึงเลิกเลี้ยง นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้ออกประกาศเมื่อ 11 ม.ค. 2022 ว่า ไทยพบการระบาดของโรค ASF จากการสุ่มตรวจโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม
ผลกระทบอุตฯสุกรไทย
คำถามที่น่าสนใจ คือ การระบาดของโรค ASF ในไทยครั้งนี้จะกระทบอุตสาหกรรมสุกรรุนแรงแค่ไหน และอุตสาหกรรมสุกรของไทยหลังการเกิดโรคระบาดจะเป็นอย่างไร รวมทั้งไทยควรมีแนวทางแก้ปัญหาโรคระบาดในสุกรอย่างยั่งยืนอย่างไร
ก่อนอื่นต้องประเมินผลกระทบจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (African Swine Fever : ASF) ในไทย ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ?
Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบเป็น 3 กรณี ได้แก่
กรณี best case : การระบาดของโรคอยู่ในวงจำกัด สามารถควบคุมได้รวดเร็วภายใน 3-6 เดือน ทำให้ปริมาณผลผลิตสุกรฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และยอดรวมของผลผลิตในปี 2022 อยู่ที่ 17.6 ล้านตัว อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับปกติไม่มาก (ระดับปกติในช่วงปี 2017-2021 อยู่ที่ 20.5 ล้านตัว) จึงคาดว่ามูลค่าผลผลิตที่จะได้รับผลกระทบในปี 2022 ประมาณ 22,040 ล้านบาท ส่วนในปี 2023 ผลผลิตสุกรจะเพิ่มขึ้นกลับมาอยู่ที่ 20 ล้านตัว ใกล้เคียงระดับปกติ
กรณี base case : การระบาดของโรคอยู่ในวงจำกัด และสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ใน 6-12 เดือน จะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตสุกรในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังแม้ผลกระทบจะบรรเทาลง และผลผลิตจะค่อย ๆ ฟื้นตัว แต่ยังมีการระบาดของโรคอยู่ในบางพื้นที่ ทำให้ภาพรวมผลผลิตสุกรในปี 2022-2023 จะอยู่ที่ 14.8 ล้านตัว และ 16.4 ล้านตัว ตามลำดับ ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติประมาณ 20-30% คาดว่าผลผลิตที่จะได้รับผลกระทบจะอยู่ที่ 43,320 ล้านบาท และ 29,930 ล้านบาท ในปี 2022 และ 2023 ตามลำดับ
กรณี worst case : การระบาดของโรคแพร่กระจายเป็นวงกว้าง การควบคุมโรคทำได้ล่าช้า ทำให้ผู้เลี้ยงชะลอการเลี้ยงเพิ่ม ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 1-2 ปีกว่าที่จะควบคุมการระบาดได้ จึงส่งผลให้ปริมาณผลผลิตสุกรในปี 2022-2023 จะอยู่ที่ 12.6 ล้านตัว และ 14.4 ล้านตัว ตามลำดับ และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปริมาณผลผลิตปกติ ประมาณ 30-40% ซึ่งคาดว่าผลผลิตที่จะได้รับผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 60,040 ล้านบาท และ 44,895 ล้านบาท ใน ปี 2022 และ 2023 ตามลำดับ4 จังหวัดเสี่ยงสูงมาก
สำหรับพื้นที่เลี้ยงสุกรที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรค ASF ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและอีสาน แบ่งเป็น มีความเสี่ยงสูงมาก 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ความเสี่ยงสูง 43 จังหวัด อาทิ ขอนแก่น ราชบุรี นครปฐม และความเสี่ยงปานกลาง 29 จังหวัด เช่น พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น โดยพิจารณาจากสัดส่วนผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในแต่ละพื้นที่และสัดส่วนความหนาแน่น หรือปริมาณผลผลิตสุกรในแต่ละจังหวัดต่อจำนวนสุกรทั้งหมด
ทั้งนี้ 4 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงมาก พบว่า จังหวัดเชียงใหม่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา มีสัดส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยง/ผู้ประกอบการรายย่อย 97.3% 97.2% 97.2% และ 93.7% ตามลำดับ สูงกว่าสัดส่วนผู้เลี้ยง/ผู้ประกอบการรายย่อยเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 91.5% อีกทั้งจังหวัดดังกล่าวก็มีสัดส่วนผลผลิตสุกรคิดเป็น 2.9% 2.1% 1.5% และ 2.7% ตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสัดส่วนผลผลิตสุกรในแต่ละจังหวัดต่อสุกรทั้งหมดของไทย ซึ่งอยู่ที่ 1.3%
สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมหลังโรคระบาด
โครงสร้างอุตสาหกรรมสุกรหลังการเกิด ASF ในสุกรจะเป็นอย่างไร ?
ผู้เลี้ยงรายใหญ่จะคุมตลาดมากขึ้น เนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยมีสายป่านสั้น และไม่มีตลาดเป็นของตัวเอง ทำให้มีข้อจำกัดในการปรับตัวในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤต เห็นได้จากในปี 2017-2018 ผู้เลี้ยงรายย่อยหลายรายประสบปัญหาขาดทุนทำให้ต้องเลิกเลี้ยง เนื่องจากราคาสุกรที่ตกต่ำ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้จำนวนผู้เลี้ยงสุกรที่เป็นรายย่อยลดลง
ข้อมูลกรมปศุสัตว์ ปี 2015 เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยอยู่ที่ 191,029 ราย แต่ในปี 2020 เหลืออยู่เพียง 168,245 และคาดว่าในปี 2023 จะลดลงต่อเนื่องเหลือ 136,395 ราย หรือลดลง 11.5% ซึ่งทำให้สัดส่วนผู้เลี้ยงรายย่อยต่อจำนวนผู้เลี้ยงสุกรทั้งหมดในปี 2023 ลดลงเหลือ 87.5% จากในปี 2015 อยู่ที่ 95%
นอกจากนี้ การเกิดโรคระบาดในสุกรในรอบนี้ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยยิ่งเสียเปรียบผู้เลี้ยงรายใหญ่ ในด้านต้นทุนการผลิตมากขึ้น จากการที่ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยมีค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มสูงกว่ารายใหญ่
ข้อมูลของ Simon Quilty, 2019 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มขนาดเล็กในจีน จะอยู่ที่ 220 หยวน/สุกร หรือ 30 เหรียญสหรัฐ/สุกร ซึ่งสูงถึง 5 เท่า ของค่าใช้จ่าย ของฟาร์มขนาดใหญ่ซึ่งจะอยู่ที่ 42 หยวน/สุกร หรือ 6 เหรียญสหรัฐ/สุกร
แนวทาง P-I-G แก้ปมโรคระบาดหมู
Krungthai COMPASS แนะนำ หากไทยต้องการแก้ปัญหาโรคระบาดในสุกรอย่างยั่งยืน ควรใช้หลัก P-I-G ได้แก่
P-protect จะต้องมีการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพื่อป้องกันโรคระบาด อาทิ จัดทำมาตรฐานฟาร์มสุกร หรือปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์ม (GAP) รวมทั้งยกระดับไปสู่ระบบ biosecurity หรือความปลอดภัยทางชีวภาพที่เข้มข้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
I-improve ไทยควรเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า อาทิ เทคโนโลยี IOT เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะการประกันคุณภาพเกี่ยวกับการปนเปื้อนในอาหาร รวมทั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางได้ หรือเทคโนโลยี AI จดจำลักษณะของสุกรแต่ละตัวเพื่อตรวจสอบว่า สุกรแต่ละตัวมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหรือไม่
รวมทั้งสามารถตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสุกรออกนอกพื้นที่กรณีเกิดโรคระบาดได้อย่างเรียลไทม์ ช่วยในการตรวจหาและควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที ทั้งควรเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์หมูออร์แกนิก ที่ไม่ใช้ฮอร์โมน หรือยาปฏิชีวนะ รวมทั้งมีระบบการเลี้ยงที่ไม่แออัดเกินไป
G-government ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้เลี้ยงรายกลางและรายย่อย เช่น การสนับสนุนให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้อย่างทั่วถึง เห็นได้จากทางการของจีนที่มีการผลักดันให้ผู้ผลิตสุกรขยายกำลังการผลิต โดยสนับสนุนสินเชื่อพิเศษ และส่งเสริมภาคการผลิต โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย เพื่อยกระดับมาตรฐานฟาร์มด้าน biosecurity นอกจากนี้ ไทยควรเร่งวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค ASF เพื่อลดอัตราการสูญเสียของสุกร และป้องกันความเสียหายมาสู่อุตสาหกรรมสุกรของไทย
- กินหมูอย่างไรให้ปลอดภัยจาก ASF วิธีสังเกตหมูกลุ่มเสี่ยง
-
กสิกรไทย พักหนี้ 6 เดือน-ให้กู้ดอกเบี้ย 2% ช่วยฟาร์มหมูโดน ASF