เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

สงครามกับตลาดหุ้น ในมุมประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

16 มี.ค. 2565 | 10:53น.
ไพบูลย์ นลินทรางกูร

สงครามกับตลาดหุ้น ในมุมประธานสภาตลาดทุนไทย เชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวแรงหลังฝุ่นหายตลบ

วันที่ 16 มีนาคม 2565 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ว่า ทุกครั้งที่เกิดสงคราม หรือ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกมักปรับลดลงอย่างรวดเร็ว จากความไม่แน่นอน ความกังวลของนักลงทุน และความเสี่ยงที่สูงขึ้น แรงขายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ประเทศที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบต่อระบบศรษฐกิจ

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่ถูกกระทบถึงขั้นชะลอตัวรุนแรงหรือถดถอย เช่น กรณี 9/11 ที่เกือบทุกตลาดหุ้นสามารถฟื้นกลับมาที่ระดับเดิมได้ภายในไม่ถึง 1 เดือน หรือ กรณีสงครามอิรักปี 2003 ที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ใช้เวลาฟื้นตัวภายในไม่กี่สัปดาห์

งานวิจัยของธนาคารต่างประเทศแห่งหนึ่งระบุว่า ในช่วง 83 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดสงครามและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหมด 29 เหตุการณ์ และจากค่าเฉลี่ยของทุกเหตุการณ์ พบว่าตลาดหุ้น (งานวิจัยใช้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐเป็นตัวแทนตลาดหุ้นโลก) ปรับลดลงเพียง 8% นับจากวันแรกที่เกิดวิกฤตจนถึงวันที่ดัชนีแตะจุดต่ำสุด และใช้เวลาอีกไม่ถึง 3 เดือนในการฟื้นตัวกลับไปที่ระดับก่อนเกิดวิกฤต

เหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดัชนีหุ้นปรับลงต่อเนื่องเกือบ 50% ในช่วง 3 ปีแรก แต่ที่น่าสนใจคือตลาดหุ้นแตะจุดต่ำสุดในปี 1942 หรือก่อนสงครามจบลงถึง 3 ปี และฟื้นตัวต่อเนื่องไปอีกหลายปีหลังจากนั้น

รองลงมาคือวิกฤตน้ำมันปี 1973 ที่ตลาดหุ้นปรับลดลง 17% ในช่วงเดือนแรก และลดลงต่อเนื่องอีก 28% ในช่วง 12 เดือนต่อมา เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบหนักมากจากการขาดแคลนน้ำมัน

ถ้าตัดสองเหตุการณ์นี้ออก จะพบว่าสงครามและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอดีต ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นค่อนข้างน้อยในระยะยาว

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนในครั้งนี้ ถ้าวัดจากขนาดเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ซึ่งรวมกันเท่ากับ 2% ของจีดีพีโลก ไม่น่าส่งผลกระทบอย่างมีนัย แต่การที่รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตพลังงานมีค่อนข้างมาก

นอกจากนั้น สงครามรอบนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 30-40 ปี ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจถดถอย) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตน้ำมันปี 1973 และ 1979

ในความเห็นของผม วิกฤตพลังงานรอบนี้ ถ้าเกิดขึ้น น่าจะมีผลกระทบน้อยกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ได้พึ่งพาน้ำมันสูงเหมือนเดิม ย้อนกลับไปปี 1973 โลกต้องใช้น้ำมัน 1 บาร์เรล เพื่อผลิตจีดีพี USD 1,000 (real terms) แต่ในปี 2019 เราใช้น้ำมันแค่ 0.43 บาร์เรลในการผลิตจีดีพีที่มูลค่าเท่ากัน

นอกจากนั้น ประเทศในกลุ่มโอเปกยังมีกำลังการผลิตน้ำมันเหลืออีกไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสามารถเพิ่มได้ถึง 5-6 ล้านบาร์เรลต่อวันภายใน 1 ปีข้างหน้า ซึ่งน่าจะทดแทนน้ำมันที่ส่งออกโดยรัสเซียได้เกือบทั้งหมด อีกทั้งสหรัฐเองก็มีกำลังการผลิตสำรองของน้ำมัน Shale อีกพอสมควร แปลว่าโอกาสที่น้ำมันจะขาดแคลนในระยะยาวน่าจะมีไม่มาก

ยุโรปมีความเสี่ยงมากที่สุด เพราะนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียถึง 40% แต่ส่วนหนึ่งน่าจะสามารถทดแทนได้ด้วยการนำเข้า LNG รวมทั้งอาจต้องกลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ หรือ ถ่านหิน เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะสามารถหาแหล่งพลังงานใหม่ที่ทดแทนได้

ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางราคาที่สะท้อนในตลาดสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า และถ้าเป็นเช่นนี้ โอกาสที่เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องน่าจะมีไม่มากในระยะยาว

มองไปข้างหน้า ไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ในสถานการณ์แบบนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มเผชิญแรงขายต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ที่ยังพออุ่นใจได้ คือรัสเซียยังไม่ได้หยุดส่งออกพลังงาน และธนาคารกลางสหรัฐ เองก็ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นกว่าที่เคยวางแผนไว้ก่อนเกิดสงคราม

ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวแรงหลังฝุ่นหายตลบ เพราะเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบทางตรงจากวิกฤตครั้งนี้ค่อนข้างน้อย ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นในช่วงนี้คือความเสี่ยงหลัก แต่รัฐบาลมีกลไกกองทุนน้ำมันที่น่าจะช่วยพยุงราคาพลังงานในประเทศได้อีกระยะหนึ่ง

แน่นอน การลงทุนในภาวะสงคราม เงินเฟ้อสูง และดอกเบี้ยขาขึ้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีแนวโน้มผันผวนสูง แต่เราน่าจะได้อานิสงส์การจัดสรร asset allocation ใหม่ของกองทุนทั่วโลก ที่มีแนวโน้มถอนการลงทุนในรัสเซีย ลดการลงทุนในยุโรป และเพิ่มการลงทุนในเอเชีย โดยเฉพาะไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน