เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
Business ‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-Disagree Gen Z ทำไมคิดต่าง
SD ‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-Disagree Gen Z ทำไมคิดต่าง
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
ดูทั้งหมด

ไทยกับการสร้างความมั่นคง ในวงจร “สินค้าเกษตร”

04 ม.ค. 2561 | 13:58น.

คอลัมน์ ช่วยกันคิด

โดย ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ท่ามกลาง “การรุกคืบ” เข้ามาทำธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร โดยแทบจะไม่เหลือ “พื้นที่” ทำธุรกิจให้คนไทย ประเทศไทยควรมีกลยุทธ์ตั้งรับ ปรับตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เซ็กเตอร์การเกษตรเป็นส่วนหนึ่งที่ธำรงความมั่นคงของประเทศได้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องผลิตสินค้าเกษตรที่เป็น GI (Geographical Indication) หรือสินค้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตจากแหล่งอื่น เพื่อให้สถานการณ์สินค้าเกษตรของไทยเดินไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

หากมองถึงสถานการณ์พืชไร่ของประเทศไทยในเวลานี้ พืชไร่อย่างข้าว ยางและปาล์มของประเทศไทย ยังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เหมือนเดิม กล่าวคือเกษตรกรยังคงประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิต เป็นหนี้ ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีความรู้เรื่องการตลาด ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง “ข้าว” ไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน กรณีของ “ยาง” ก็เช่นเดียวกัน ประเทศเรามีการวางแผนยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่สามารถเพิ่มผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นได้

ในทางกลับกันมีการขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น ซึ่งในส่วนของ ปาล์มก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ดังข้อมูลในตารางพบว่าผลปาล์มสดของไทย มีค่า FFB หรือผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 2.9 ตัน/ไร่ มาเลเซีย 3.3 ตัน/ไร่ อินโดนีเซีย 2.6 ตัน/ไร่

ค่า CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบต่อไร่ ของไทยอยู่ที่ 600 กก./ไร่ มาเลเซียได้ 700 กก./ไร่ อินโดนีเซีย 625 กก./ไร่ ค่า OER หรืออัตราเปอร์เซ็นต์การกลั่นน้ำมันปาล์มของไทยอยู่ที่ 17% มาเลเซีย 21.25% และอินโดนีเซีย 22.5%

ในเรื่องของงานปลายน้ำ มาเลเซียมีจำนวนโรงงานโอลิโอเคมี (Oleochemical) หรือโรงงานที่ผลิตสารเคมีที่ผลิตจากไขมันและน้ำมันจากพืชน้ำมัน และจำนวนโรงงานผลิตไบโอดีเซลสูงกว่าไทย หากเปรียบเทียบในแง่ของต้นทุนการผลิตพบว่า ผลปาล์ม 1 ล้านตัน ไทยผลิตน้ำมันได้ 2 แสนตัน มาเลเซียผลิตน้ำมันได้ 2.6 แสนตัน และอินโดนีเซีย ผลิตน้ำมันได้ 2.3 แสนตัน

ตัวเลขข้อมูลดังกล่าว เป็นดัชนีตอกย้ำประสิทธิภาพในการผลิตปาล์ม ว่าประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตสูงแต่ผลผลิตต่ำ สวนทางกับของมาเลเซีย นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันเรื่องปาล์มของประเทศไทยไม่ค่อยไปเป็นในทิศทางเดียวกัน มองแยกส่วนกัน ตัวเลขการตั้งเป้าการเติบโตไม่เหมือนกัน ยังคงขาดทิศทางที่แน่ชัด ซึ่งแตกต่างจากมาเลเซียที่มีหน่วยงานด้านนี้โดยเฉพาะที่ชื่อว่า MPOB (The Malaysian Palm Oil Board)

ส่วนปัญหาเรื่องข้าวนั้น พบว่าประเทศไทยยังคงมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ และมีต้นทุนสูง ไม่มีการแปรรูป และหากมีการแปรรูป ในส่วนที่แปรรูปแล้วก็ยังคงติดเรื่องของมาตรฐานสินค้า บรรจุภัณฑ์รวมถึงขาดข้อมูลการตลาดต่างประเทศ

กล่าวคือในขณะที่ไทยแสดงจุดยืนว่าไทยเป็นประเทศที่พยายามสร้างเกษตรมาตรฐาน แต่ GAP (Good Agriculture Practice) หรือแนวทางในการทำการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนดยังอยู่ในตัวเลขที่ 10%

นอกจากนี้ จากข้อมูลของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thaipan ระบุว่าประเทศไทยนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี 2559 คิดเป็นปริมาณ 160,687,089.48 กิโลกรัม มูลค่าสูงถึง 20,577,925,471.87 บาท ด้วยเหตุนี้เวลาไปเจรจาการค้ากับต่างประเทศอย่างประเทศอินเดีย เขาจึงไม่เชื่อมั่นในสินค้าของไทย จึงถือเป็นเรื่องยากที่เกษตรกรไทยจะทำเรื่องพืชหรือสินค้าออร์แกนิก เพราะยังไม่ใช่การดำเนินการแบบภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ดังนั้นโจทย์ของเรา ณ เวลานี้ คือต้องผลักดันเรื่อง GAP การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีให้มีตัวเลขที่ได้มาตรฐานสูงขึ้นก่อน

ยางพาราเป็นพืชเกษตรอีกตัวที่มีปัญหามาโดยตลอด ประเทศไทยเน้นการส่งออกยางเป็นวัตถุดิบ ราคาจึงถูกกำหนดจากประเทศผู้ซื้อเป็นหลัก ผลผลิตยางพารา 100% ไทยส่งออก 87% อีก 13% ส่งเข้าโรงงานแปรรูปซึ่งถือว่าน้อยมาก ก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติอย่าง “จีน” เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สถานการณ์พลิกผันนักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย ก็ยังเข้ามาแปรรูปผลิตภัณฑ์กลางน้ำเช่นเดิม

อย่างเช่น “ยางแท่ง” เพื่อส่งออกไปประเทศจีน จึงเกิดคำถามว่าทำไมไม่ให้นักธุรกิจจีนแปรรูปยางพาราเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำ อย่างเช่น ทำล้อรถยนต์ หมอนยางพารา หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ตลาดโลกต้องการ สถานการณ์ปัจจุบันกลายเป็นว่านักธุรกิจจีนเข้ามาผลักดัน ส่งเสริมให้เราส่งวัตถุดิบออกไปต่างประเทศอีก แต่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของไทยก็ยังเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่นภาคตะวันออกของประเทศมีการผลิตหมอนยางพารา ทำเงินให้จังหวัดปีละประมาณ 20 ล้านบาท แต่มูลค่าของวัตถุดิบต้นน้ำประมาณ 5 พันล้านบาท ปลายน้ำควรต้องมีมูลค่าเพิ่มประมาณ 10 เท่า แสดงว่ามีส่วนที่หายไปจากการขายเป็นวัตถุดิบ การนำมาผลิตในกระบวนการปลายน้ำ ยังคงเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก

พูดถึง ปาล์ม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านปาล์มในประเทศไทย มีเป้าหมาย 5 ปีข้างหน้าไม่เหมือนกัน การเพิ่มผลผลิตยังทำได้เพียง 17% ทั้ง ๆ ที่มีการตั้งเป้าหมายไว้ 23% เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยคิดเป็นสัดส่วน 75% ในขณะที่มีมาเลเซียและอินโดนีเซียมีจำนวนเกษตรกรรายย่อยคิดเป็น 17% และ 12% ตามลำดับของจำนวนผู้ปลูกปาล์มทั้งหมด

เรื่องของการบริหารจัดการ มาเลเซียมีการบริหารจัดการภาคเกษตรที่แตกต่างจากไทยมาก ซึ่งทั้งเกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่จะมีหน่วยงานเข้าไปดูแล แต่เกษตรกรรายย่อยของไทยไม่มีหน่วยงานกลางดูแล จุดสำคัญอีกประการหนึ่งคือประเทศไทยขาดการวิจัยที่จะเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรไทย ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากการขายสินค้าเกษตรที่เป็นเพียง “วัตถุดิบ” เกษตรกรไทยยุคใหม่ต้องเป็นเกษตรกรที่ 1.สร้างมูลค่าเพิ่มทางสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ รู้ว่าต่างประเทศต้องการสินค้าประเภทไหน ต้องสร้างความแตกต่างในสินค้า มีการแปรรูป มีบรรจุภัณฑ์ที่ดี ต้องสร้างเรื่องราว (story) เป็นจุดขาย สินค้า GI (Geographical Indication) หรือสินค้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตจากแหล่งอื่น เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

2.ควรเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนต่อไร่ที่ต่ำ 3.เกษตรกรยุคใหม่ต้องมีข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจ มีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง หรือ “นวัตกรรมทางความคิด”

อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันยังมีการแก้ปัญหาโจทย์เดิม ๆ พืชเกษตรของประเทศไทย นอกจากเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้ปุ๋ยเคมียังไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับโรงงานแปรรูป อย่างกรณีเกษตรกรผู้ปลูกยางหันมาปลูกขมิ้นชัน หารายได้เสริมในช่วงเวลาที่ยางราคาตกต่ำ แต่ยังทำผลิตภัณฑ์ออกมาไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องจักรในการผลิต บรรจุภัณฑ์ โรงอบ ทุกอย่างยังคงแยกชิ้นกัน ขาดองค์ความรู้เรื่องการตลาด เกษตรกรไม่รู้ว่าผลิตแล้วจะไปขายใคร

พืชทุกชนิดสามารถเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยาง ปาล์ม อ้อย แม้กระทั่งผัก ผลไม้ แต่ว่าเราต้องตอบโจทย์ของประเทศให้ได้ อย่างเรื่องของเครื่องจักรในการแปรรูปสินค้าเกษตรถือเป็น “ข้อต่อ” หรือ “คอขวด” ของธุรกิจขนาดย่อมอย่าง SMEs และธุรกิจสตาร์ตอัพ (start up) ด้านการเกษตรในบ้านเรา เพราะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าไปซื้อเครื่องจักรที่จีนหรือไต้หวัน จะมีราคาถูกกว่า

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ก็ยังไม่มีคุณภาพมากพอ จึงเห็นได้ว่าตลอดกระบวนการยังไม่เห็นภาคธุรกิจการเกษตรตลอดห่วงโซ่ที่เข้มแข็งพอ ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น เขาแปรรูปเก่ง ครบวงจรทั้งในเรื่องการทำการเกษตรและการตลาด สินค้ามีมาตรฐานและมีคุณภาพสูง สหกรณ์ทั้งสหกรณ์การผลิตและสหกรณ์ผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง สามารถช่วยคัดกรองสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐานขึ้น รัฐบาลเน้นเรื่องเกษตรแปรรูป สนับสนุนเรื่องเครื่องจักร มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดีทุกภาคส่วนของประเทศร่วมด้วยช่วยกัน

ขณะนี้ประเทศไทยมุ่งเน้นที่จะผลิตสินค้าเกษตรไปยังจีนแบบเอียงข้างมากเกินไป เราผูกพันกับตลาดจีนมาก โดยเฉพาะยางพารา ผลไม้ และมันสำปะหลัง ประเทศไทยส่งออกไปจีนมากที่สุด เราไม่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น ๆ วันหนึ่งถ้าเศรษฐกิจจีนตกอยู่ในภาวะถดถอยแล้วเขาไม่ซื้อสินค้าเรา เราจะวิกฤต

อย่างในกรณีของยางพารา ควรมีการกระจายไปยังประเทศที่ผลิตรถยนต์จำนวนมาก เช่น อินเดีย เพราะอินเดียมีภาคการผลิตล้อรถที่ใหญ่มาก แต่เขาผลิตยางพาราได้น้อย เลยจำเป็นต้องนำเข้ายางพารา เมื่อไปดูข้อมูลก็พบว่าอินเดียนำเข้ายางจากเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นส่วนใหญ่ เพราะยางของไทยมีราคาสูงกว่า

นอกจากนี้ผลไม้อย่างทุเรียน เงาะ ลำไย มังคุด ยังถูกส่งไปจีน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยไปเจาะตลาดอินเดียได้แต่ยังน้อยอยู่ ทั้ง ๆ ที่อินเดียต้องการผลไม้จากบ้านเราจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยควรกระจายผลไม้ไปยังตลาดที่หลากหลายมากขึ้น เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง หรือกลุ่มประเทศเอเชียกลาง อาทิ อุซเบกิสถาน อัฟกานิสถาน เป็นต้น

ก่อนหน้านี้มีข่าว “ล้งจีน” เข้ามาในตลาดพืชเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ แต่ต้องยอมรับว่าล้งทำให้สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยดีขึ้น เราไม่เห็นการนำผลไม้อย่างเงาะมาเททิ้งเหมือนแต่ก่อน เพียงแต่การเข้ามาของล้ง ไม่ได้เป็นการซื้อแบบปกติ แต่ไปซื้อถึงสวนในรูปแบบ “การเหมาสวนในสินค้าเกษตร” มีการตกลงทำสัญญาระหว่างคนซื้อกับคนขาย ว่าต้องการสเป็กของสินค้าแบบนั้นแบบนี้ และมีการขนส่งสินค้าไปยังจีนได้เลย

คำถามสำคัญคือลักษณะนี้ถูกต้องหรือไม่ เป็นวิถีทางการทำสินค้าเกษตรที่เราต้องการหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ผลประโยชน์ชาติแล้ว ควรมีการจัดระเบียบตั้งแต่เรื่องสัญญาการซื้อขาย บริษัทตัวแทน การขนส่งสินค้า ควรจะเป็นบริษัทไทยที่ต้องขนส่งหรือไม่ การควบคุมคุณภาพสินค้า ไม่ใช่เพียงแค่คัดสินค้าคุณภาพพรีเมี่ยมส่งออกต่างประเทศหมด แต่สินค้าไม่ดีอยู่ในประเทศ เป็นต้น

ดังนั้น ตัวแทนของเกษตรกร สมาคมของเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร จะต้องปรับบทบาทตัวเองใหม่ จะต้องทำทั้งรับซื้อ-ส่งออก มีองค์ความรู้เรื่องตลาดต่างประเทศตามแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” คือรู้ความต้องการว่าจะเอามาผลิตอย่างไร รู้กฎระเบียบการส่งของไปขาย กติกา การติดฉลาก ช่องทางในการจำหน่ายออนไลน์ ออฟไลน์ ต้องมีรายชื่อของผู้นำเข้าสินค้า รวมถึงต้องนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ถ่ายทอดสู่เกษตรกร นำเทคโนโลยีมาปรับใช้จริง เป็นต้น

หากวัดจากฐานทรัพยากรของประเทศไทยยังมีความมั่นคง ความอุดมสมบูรณ์อยู่ อาทิ หากพูดถึงข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด หนึ่งในนั้นคือข้าวหอมมะลิ นอกเหนือจากข้าวของกัมพูชา พม่า แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้า ถ้าไม่รักษาหรือดูแลให้ดี ข้าวผกาลำดวน ข้าวผกามะลิของกัมพูชา และข้าวเพาซานฮุย (Paw San Hmue) ของพม่า อาจมีคุณภาพแซงหน้าเราไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านกำลังพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ

ในแง่ของการแปรรูป เรื่องของ “ยางพารา” มีความมั่นคง แต่ต้องรู้ว่าใน 5-10 ปีข้างหน้า ประเทศอื่น ๆ เขาผลิตออกมาเท่าไร พื้นที่ปลูกยางของกลุ่มประเทศ CLMV รวมจีน เท่ากับพื้นที่ปลูกยางของไทย และตลาดโลกยังต้องการสินค้าที่เราผลิตจำนวนมากแบบนี้หรือไม่ ควรมีระบบการแจ้งเตือน มีข้อมูลจากการพยากรณ์สถานการณ์ 5-10 ปีข้างหน้ามาบอก เวลานี้มีข้อมูลแล้วบางส่วน แต่ข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยงานภาครัฐแต่ละแห่งไม่ตรงกัน

สิ่งสำคัญคือการจัด “โซนนิ่ง” เป็นเรื่องควรทำให้จริงจัง เพราะบางพื้นที่ไม่เหมาะกับการทำการเกษตร เช่น ปาล์มเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ไปปลูกที่ จ.ราชบุรี กาญจนบุรี นครนายก ซึ่งอาจมีต้นทุนของการจัดการน้ำมากขึ้น ข้าวและยางพาราก็มีลักษณะเหมือนกัน ในขณะที่คำถามสำคัญคือถ้ามีการจัดโซนนิ่งแล้ว จะทำอย่างไรกับเกษตรกรที่เคยปลูกข้าวมาทั้งชีวิต หากวันหนึ่งต้องไปปลูกอย่างอื่น จึงเป็นเรื่องยากในเชิงปฏิบัติ

สรุปได้ว่าเรื่องฐานทรัพยากรของประเทศไทยยังมีความมั่นคงและมีความหวัง เพียงแต่ต้องจัดระเบียบในหลาย ๆ เรื่อง