เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Better Living Project ‘ชนาพรรณ ไทยซัมมิท’ ถ่ายทอดมุมคิดผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลง
Biz Movement Better Living Project ‘ชนาพรรณ ไทยซัมมิท’ ถ่ายทอดมุมคิดผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลง
ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณขายออก 65,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณขายออก 65,000 บาท
‘วรศิษฎ์’ ยันงบเยียวยาน้ำท่วม 4 พันล้าน กทม.ช่วย 300 ล้าน ย้ำไม่ใช่หารคนละครึ่ง
Politics ‘วรศิษฎ์’ ยันงบเยียวยาน้ำท่วม 4 พันล้าน กทม.ช่วย 300 ล้าน ย้ำไม่ใช่หารคนละครึ่ง
ข่าวดีทางออก ‘แอชตัน อโศก’ กฤษฎีกาเปิดทางออก ปูทาง รฟม. ไฟเขียวใช้ทางเข้า-ออก
Real Estate ข่าวดีทางออก ‘แอชตัน อโศก’ กฤษฎีกาเปิดทางออก ปูทาง รฟม. ไฟเขียวใช้ทางเข้า-ออก
จ่อเริ่ม ‘บ้านมั่นคงชายแดน’ พ.ย.นี้ 4 พันหลัง เริ่มอีสาน ก่อนลุยต่อภาคใต้
Politics จ่อเริ่ม ‘บ้านมั่นคงชายแดน’ พ.ย.นี้ 4 พันหลัง เริ่มอีสาน ก่อนลุยต่อภาคใต้
รมช.เกษตร โต้ปมของบประชาสัมพันธ์พืชสวนโลก เพิ่ม 200 ล้าน ยันคุ้มค่า
Politics รมช.เกษตร โต้ปมของบประชาสัมพันธ์พืชสวนโลก เพิ่ม 200 ล้าน ยันคุ้มค่า
เพื่อไทย เล็งส่ง ‘สรวงศ์’ ทวงคืนเก้าอี้ สส.สระแก้ว มั่นใจได้พื้นที่คืน
Politics เพื่อไทย เล็งส่ง ‘สรวงศ์’ ทวงคืนเก้าอี้ สส.สระแก้ว มั่นใจได้พื้นที่คืน
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ปกรณ์ยังไม่เห็นคำร้อง ‘ทักษิณ’ ขอนิรโทษ ยันทุกอย่างทำตามกฎหมาย
Politics ปกรณ์ยังไม่เห็นคำร้อง ‘ทักษิณ’ ขอนิรโทษ ยันทุกอย่างทำตามกฎหมาย
หุ้นไทยวันนี้ลุ้นขึ้นต่อ รับแรงซื้อฟันด์โฟล์ว จับตางบ DELTA-ประชุม ครม.
Finance หุ้นไทยวันนี้ลุ้นขึ้นต่อ รับแรงซื้อฟันด์โฟล์ว จับตางบ DELTA-ประชุม ครม.
ดูทั้งหมด

ดร.ฉัตรชัย นักวิชาการวอนภาครัฐเร่งหาข้อยุติปม ทรู-ดีแทค หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

01 ก.ค. 2565 | 18:08น.

ดร.ฉัตรชัย ตวงบริพันธุ์ นักวิชาการอิสระมองดีลควบรวม “ทรู-ดีแทค” วอน “กสทช.” อย่ายื้อเวลา เพราะยิ่งกระทบเศรษฐกิจ ทั้งยังชี้ด้วยว่าทฤษฎีควบรวมช่วยเพิ่มการแข่งขันไม่น่าจะเป็นจริงได้ในตลาดไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโทรคมฯ ที่ตลาดมีเพียงตลาดเดียว ไม่เหมือนเซ็กเตอร์อื่น

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 รายงานข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ระบุว่า แม้ว่าขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่สามารถสรุปรวบรวมความเห็นจากนักวิชาการ ภาคประชาชน กลุ่มผู้บริโภค และภาคธุรกิจ หลังจากจบเวที “โฟกัสกรุ๊ป” (Focus Group) ไป 3 ครั้งให้กับบอร์ดกสทช. ด้วยประเด็นคำถามว่า การรวมธุรกิจระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ทรู” (True) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” (dtac) จะทำได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนในการพิจารณาของบอร์ดเริ่มส่งสัญญาณออกมาแล้วว่าไม่ควรรอบอร์ดกสทช.อีก 2 คนที่กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติจากวุฒิสภา เพราะบอร์ดที่มีอยู่ 5 คนสามารถโหวตลงคะแนนได้ทันที

รายงานข่าวจากบอร์ดกสทช. เผยว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถตอบแทนบอร์ดได้ว่าจะมีความเห็นออกไปทางใด แต่จากข้อมูลของอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมา 4 ชุด ค่อนข้างพูดถึงการควบรวมในเชิงลบ ซึ่งสิ่งที่บอร์ดกสทช.ให้ความหนักใจมากที่สุดคือภาระของผู้บริโภคที่อาจเพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้แข่งขันในตลาดเหลือเพียง 2 รายใหญ่ ดังนั้น มีความกลัวว่าอัตราค่าบริการจะปรับตัวสูงขึ้น หรือหากคิดอัตราค่าบริการเท่าเดิม จำนวนนาทีที่โทรไป หรือ อินเทอร์เน็ตที่ให้มาได้แพคเก็จจะลดลง หากค่ายมือถือโดนบีบไม่ให้ขึ้นราคาค่าบริการหลังควบรวมสำเร็จ

ด้านดร.ฉัตรชัย ตวงบริพันธุ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงกรณีดีลการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่าง ทรู กับ ดีแทค ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการควบรวมธุรกิจในอุตสาหกรรมค้าปลีกระหว่างบริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้น จำกัดและบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) แม้ว่าจะมีการอนุญาตให้สามารถควบรวมได้และได้กำหนดเงื่อนไขในการควบรวมไว้ 7 ข้อ แต่ในบริบทของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมกลับต่างกัน เพราะในธุรกิจค้าปลีกได้นิยามคำว่า “ตลาด” ต่างกัน เพราะหมายถึง 2 ตลาดคือ Modern Trade กับ Traditional Trade

แต่กรณีดังกล่าวจะแตกต่างกับ “ตลาดโทรคมนาคม” อย่างมาก เพราะนิยามคำว่า “ตลาด” ในที่นี้ก็คือตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงอย่างเดียวไม่มีตลาดอื่น ผู้เล่นในตลาดนี้ก็มีเพียง 3 รายใหญ่ที่มีผลต่ออุตสาหกรรม คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS , True และdtac

แรกเริ่ม AIS มี Market share ราว 40% จากนั้น dtac ตามหลังเข้ามาทำตลาดก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นมาได้มากที่สุดถึง 40% ส่วน true เข้าตลาดรายสุดท้ายโดยมีแชร์ราว 20% ซึ่งในตอนนั้น เริ่มมีการแข่งขันกันอย่างมาก เกิดการทำตลาดแข่งขันโปรโมชั่น ลดราคาค่าโทรศัพท์ มีการคิดแพ็คเกจทั้งแบบจ่ายรายเดือนและเติมเงิน เรียกได้ว่าตลาดคึกคักเกิดบริการใหม่ๆตามมาอย่างมาก

ดังนั้น การควบรวมที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่สามารถพูดได้ว่าจะยิ่งเพิ่มการแข่งขัน เพราะการควบรวมที่เกิดกับตลาดที่มีอยู่เพียงตลาดเดียวไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันไม่ว่าจะมองมุมใด

“เมื่อมีการแข่งขันแย่งลูกค้ากัน มันจะเกิดแรงจูงใจให้เกิดการแข่งขันอย่างมาก ตลาดแบบนี้ส่งผลบวกอย่างมาก” ดร.ฉัตรชัย ระบุ

ดร.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า หลังจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยเริ่มขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน พอกาลเวลาผ่านไปจากดีแทคที่เคยเป็นเบอร์สองในตลาดขณะนั้น กลับกลายมาอยู่เบอร์ 3 จากลูกค้าที่หายออกจากไปโครงข่ายจำนวนมาก ตรงนี้เป็นเหมือนสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้าจากดีแทคแล้วว่า ไม่ต้องการทำตลาดไทย (Exit)

ตามความเห็นของ ดร.ฉัตรชัย ขณะนั้นกสทช. ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ต้องรู้สัญญาณดังกล่าวแล้ว เริ่มตั้งแต่ไม่เข้าประมูลโครงข่าย 5จี หรือเข้าร่วมประมูลแต่ก็ไม่มีการเคาะราคาใดๆ จึงมาถึงจุดที่ ทรู และ ดีแทคประกาศควบรวมกิจการกัน

ดร.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า หากสุดท้ายแล้วกระบวนการควบรวมระหว่างทั้งสองบริษัทจบลง จะส่งผลให้ Market share (ด้านจำนวนผู้ใช้บริการ) ของ AIS จะขึ้นไปอยู่ที่ 47% ขณะที่ บริษัทเกิดใหม่หลังจากควบรวม หรือทรู จะมี Market Share อยู่ที่ 52% แต่หากพอควบรวมกันเสร็จแล้ว และมีการแข่งขันกันไปสักพัก ผู้เล่นในตลาดพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ก็จะไม่เหลือการแข่งขันอีกต่อไป เพราะส่วนแบ่งทางการตลาดต่างกัน 5-7% เท่านั้น และผู้บริโภคเองก็อาจจะไม่ได้รับบริการใหม่ หรืออัตราค่าบริการที่มีความหลากหลายให้เลือกอีกเหมือนในอดีต

และการที่ ทรู และ ดีแทค ชี้แจงว่าการควบรวมสามารถทำได้ เพราะถือเป็นการควบรวมในส่วนของบริษัทแม่ไม่ใช่บริษัทลูกคือ CP และ Telenor Group ถ้ามองจริงๆแล้วก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะบริษัทลูกที่เป็นผู้เล่นในตลาดก็ไม่สามารถสร้างอัตราการลดต้นทุนหรือเกิดการทำตลาดที่จะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นได้เลย

ดังนั้น ตามข่าวประชาสัมพันธ์ที่บอกว่า หากทั้งสองบริษัทควบรวมกันแล้วจะทำบริการใหม่ ๆ หลากหลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีอนาคต หากมองอย่างนั้นแต่ให้การควบรวมเป็นเรื่องของบริษัทแม่ก็ไม่รู้ว่า ทรู และ ดีแทคจะควบรวมไปทำไม เนื่องจากมองไม่เห็นประโยชน์ เพราะไม่เห็นการพัฒนาและการเพิ่มสิทธิบริการใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี เมื่อมองในแง่อำนาจการกำกับดูแลของคณะกรรมการ กสทช. แม้ว่ายังไม่ได้ข้อยุติว่ากสทช.จะอนุญาตให้ควบรวมหรือจะไม่ให้ควบรวม สิ่งที่กสทช.ต้องดูคือ หากปล่อยให้ควบรวมก็ต้องมาดูว่าตัวเองมีเครื่องมืออะไรที่จะเข้าไปกำกับดูแลให้บริษัทที่ควบรวมกันจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมและไม่กระทบต่อผู้บริโภคที่มีใช้บริการอยู่

“อย่าลืมว่า เมื่อตลาดเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 2 รายและไม่เกิดการแข่งขันกันแล้ว อัตราค่าบริการมีแนวโน้มสูงขึ้นแน่นอน และกสทช.ควรที่จะรีบออกมาสรุปหรือมีคำสั่งในการเรื่องนี้ออกมาทางใดทางหนึ่ง ยิ่งหากปล่อยให้เวลาผ่านไปจะเกิดผลเสียต่อสภาพเศรษฐกิจ”

ดร.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า เรื่องการควบรวมของ ทรู-ดีแทค ทำให้เห็นว่า เมื่อต้องมีการออกตัวที่จะกำกับหรือบังคับใช้กฎหมายแล้ว จะเห็นการปฏิเสธเรื่องนี้กันเป็นพัลวัน แม้แต่ตัวกสทช.เองในช่วงแรกก็ออกมาบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีอำนาจในการเข้าควบรวม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจต่อมาคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ก็บอกว่าไม่มีอำนาจเป็นหน้าที่ของกสทช.

ดังนั้น อนาคตหน่วยงานทั้งหมดที่มีความเกี่ยวข้องคือ กสทช. กขค. แม้แต่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) และ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ควรทำงานร่วมกันโดยยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ยึดแต่ตัวกฎหมายว่าตัวเองเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว กับประเด็นที่เกิดขึ้นที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศ

……….