อินเด็กซ์ ต่อยอดสัญญาณบวกธุรกิจอีเวนต์ หลังภาครัฐ-เอกชนแสดงความสนใจจัดกิจกรรม เดินหน้าปูพรมหลากโปรเจ็กต์ครึ่งปีหลัง ทั้งบันเทิง งานแฟร์ในไทย-กัมพูชา พร้อมหาพันธมิตรเสริมแกร่งอีเวนต์ดิจิทัลวางฐานรุกเมตาเวิร์ส ก่อนสานต่อแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังระดมทุนต่อยอดธุรกิจสร้างแหล่งท่องเที่ยว มั่นใจสิ้นปี 2565 ทำรายได้ 965.47 ล้านบาท เติบโต 57%
นายเกรียงไกร กาญจนโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้จัดอีเวนต์รายใหญ่ของไทย กล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2565 นี้ อุตสาหกรรมอีเวนต์ส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยไตรมาส 4 น่าจะคึกคักที่สุด หลังทั้งภาครัฐ-เอกชนแสดงความสนใจจัดกิจกรรมต่าง ๆ
ในขณะที่อีเวนต์บันเทิงอย่างคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีเริ่มประกาศกำหนดการช่วงไตรมาส 4 เช่นเดียวกับการจัดประชุมต่าง ๆ ที่กลับมาจัด เหลือเพียงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังชะลอการใช้งบฯ เพราะต้องตรึงราคาสินค้า-อัดโปรโมชั่นรับมือภาวะเงินเฟ้อในช่วงนี้
สภาพเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายและสนใจโปรโมชั่นมากขึ้น กลุ่มผู้ประกอบการจึงผันงบฯโฆษณาไปทุ่มให้กับการตรึงราคาสินค้าและจัดโปรโมชั่นมากกว่า จึงมีเพียงการจัดงานขนาดเล็กเท่านั้น
ทั้งนี้ คาดว่าอุตสาหกรรมอีเวนต์ของไทยจะกลับมามีมูลค่าประมาณ 5-6 พันล้านบาท หรือประมาณ 40% ของปี 2562 ก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 และน่าจะฟื้นตัวได้สมบูรณ์ 100% ในปี 2566
ส่วนบริษัทฟื้นตัวดีกว่าที่คาด มาอยู่ในระดับ 80-90% ของช่วงก่อนโควิด เพราะไตรมาส 1 ยังชะลอตัว โดยรายได้ 6 เดือนแรกอยู่ที่ 479.29 ล้านบาท เติบโต 72% จากปี 2564
นายเกรียงไกรกล่าวต่อไปว่า จากแนวโน้มการฟื้นตัวนี้ บริษัทจึงตัดสินใจเร่งเครื่องธุรกิจทุกด้าน ทั้งการระดมจัดงานทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายมีโปรแกรมจัดอีเวนต์อย่างน้อย 3 งาน อาทิ Japan lllumination วันที่ 8 ก.ค.-15 ส.ค.
ตามด้วย Stamp Immersive Art Gallery and Concert วันที่ 18-21 ส.ค. ที่ House of Illumination และ Bangkok Beauty Show ช่วง 15-17 ธ.ค. ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา รวมถึงยังมีงานเกี่ยวกับแบรนด์ระดับไฮเอนด์อีก 1 งาน โดยอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียด
นอกจากนี้ยังมีอีเวนต์ในต่างประเทศ เช่น งานแสดงสินค้าด้านสถาปนิก สุขภาพและความงาม รวมถึงอาหารที่ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 5-7 ส.ค. ตามด้วยงานแบบเวอร์ชวลอีเวนต์ในเดือน พ.ย.
ขณะเดียวกันกลับมาดำเนินธุรกิจจัดอีเวนต์และแคมเปญการตลาดในเมียนมาอีกครั้ง หลังสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ โดยมุ่งจับกลุ่มธุรกิจสัญชาติไทยเป็นหลัก
พร้อมกับขยายรากฐานธุรกิจจัดอีเวนต์ดิจิทัล โดยเดินหน้าหาพันธมิตรที่มีโนว์ฮาว เทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านบล็อกเชนและเมตาเวิร์สเข้ามาร่วมงาน
ทั้งในรูปแบบร่วมทุนหรือแลกหุ้นระหว่าง 2 บริษัท ตามแผนผลักดันให้การจัดอีเวนต์ดิจิทัลเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดของอีเวนต์ออนกราวนด์ เช่น จำนวนและความหลากหลายของฐานผู้ชม นอกจากนี้ เตรียมนำ NFT ซึ่งร่วมสร้างกับ Human X Club ออกวางขายเร็ว ๆ นี้อีกด้วย ขณะเดียวกันยังเดินหน้าคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัจจุบันยังคงใช้นโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้าน
ปี 2566 สานต่อแผนเข้าตลาดหุ้น
ส่วนปี 2566 จะกลับมาสานต่อการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯอีกครั้ง เพื่อนำเม็ดเงินมาขยายธุรกิจไปในด้านสร้างสถานที่ท่องเที่ยว ต่อยอดจากความสำเร็จ เช่น เมืองโบราณ ไลต์ เฟส เพื่อขยายฐานลูกค้าจากชาวไทยไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดขายหุ้นไอพีโอได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้ได้ซื้อหุ้นของบริษัทคืนจากเวฟเอ็นเตอร์เทนเมนท์ หรือกลุ่มมาลีนนท์ ด้วยเม็ดเงิน 410 ล้านบาท ทำให้กลุ่มกาญจนโภคินกลับมาถือหุ้นอินเด็กซ์ ในสัดส่วน 93.62% จากเดิมที่ถือหุ้น 50%
ขณะเดียวกัน เตรียมเปิดให้บริการโปรเจ็กต์หมูป่า หรือ Museum & Experience ถ้ำหลวง ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งใช้พื้นที่ 40-50 ไร่ และงบฯลงทุนกว่า 700 ล้านบาท ใกล้กับถ้ำหลวงมีจุดเด่นที่การบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ 13 หมูป่าที่รอดชีวิต ถือเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งชาวไทยและผู้คนทั่วโลกรู้จัก เดิมคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าชมวันละ 2,000 คน และอาจสามารถสร้างรายได้ราว 100 ล้านบาทต่อปี
โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้
“เรามีไอเดียด้านการท่องเที่ยวอีกหลายตัว โดยจะเน้นพื้นที่ที่มีโอกาสสูง เช่น จังหวัดระดับรอง เนื่องจากจังหวัดท่องเที่ยวหลักมีผู้เล่นรายใหญ่อยู่แล้ว และธุรกิจนี้และการจัดอีเวนต์ดิจิทัลจะเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันรายได้ของโอว์นโปรเจ็กต์ หรือโครงการของบริษัทเอง ให้มากกว่า 50% และสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจซึ่งบริษัทคาดว่าด้วยโครงการต่าง ๆ จะทำให้สิ้นปี 2565 สามารถมีรายได้ 965.47 ล้านบาท เติบโต 57% จากปีที่แล้ว” นายเกรียงไกรกล่าว