เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ชี้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 7.6% กระทบกลุ่มเปราะบาง

11 ก.ค. 2565 | 20:20น.

ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยขึ้นดอกเบี้ยกระทบกลุ่มเปราะบาง ขณะที่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นถึง 7.6% ส่งผลกระทบโดยเฉพาะครัวเรือนที่เปราะบาง

วันนี้ 11 กรกฎาคม 2565 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ จัดสัมมนาวิชาการประจำปี 2565 ก้าวใหม่เศรษฐกิจการเงินภาคใต้ ปรับกระบวนทัพกระแสโลก โดยนางโสภี สงวนดีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ กล่าวว่า

ในปี 2565 เป็นปีที่มีความท้าทายทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เพราะนอกจากจะอยู่ในช่วงที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

ช่วงที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้ร่วมมือแก้ไขปัญหาและปรับตัวรับสถานการณ์ทำงาน ทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไปได้ เช่นเดียวกันกับธนาคารแห่งประเทศไทยที่เสริมให้ระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศไทยเติบโตต่อไปได้

โดยอาศัยความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน จนสามารถออกนโยบายและมาตรการได้ตรงจุดมากขึ้น แต่สภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นกำลังทำให้ทุกอย่างก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ไม่เหมือนเดิม ผลักดันให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งสร้างโอกาสในการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจและธุรกิจให้สอดรับกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการคว้าโอกาสกระแสดิจิทัลและความยั่งยืน

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในช่วงสัมมนาหัวข้อ “ชีพจรเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ และความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม” ว่า เริ่มที่การฉายภาพของประเทศไทย ถือว่าเจอผลกระทบโควิด-19 ร้ายแรงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพราะกระทบในด้านการท่องเที่ยวที่เป็นจุดบอบบาง และฟื้นตัวช้ากว่าที่อื่น กว่าจะกลับมาได้น่าจะประมาณไตรมาส 1 ในปี 2566 ขณะที่ภาคการผลิตจะฟื้นตัวได้เร็ว ทำให้ปัจจุบันหลายอย่างดีขึ้น และช่วยให้การฟื้นตัวภาคบริโภคดีขึ้น

ขณะที่ความเสี่ยงซึ่งเห็นชัดคือเรื่องเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อย่างมีนัย ล่าสุดเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นมา 7.6% ค่อนข้างสูงกว่ากรอบเงินเฟ้อของ ธปท. ที่ 1.3% มากพอสมควร และปัญหาหลักมาจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และการคว่ำบาตรของนานาประเทศ ส่งผลให้เงินเฟ้อวิ่งไปสูง และมีผลข้างเคียงค่อนข้างเยอะ ขณะที่เงินเฟ้อภาคใต้เดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่ 8.6% เพิ่มจากปีที่แล้วที่ 1.7% เพิ่มขึ้นมากพอสมควร และมีผลกระทบต่อครัวเรือน ธปท.มีการดูแลผลกระทบเงินเฟ้อต่อครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนที่เปราะบาง

สำหรับโจทย์เงินเฟ้อเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับประเทศ และสำหรับภาคใต้ หากดูครัวเรือนที่มีความเปราะบางสูง ความจำเป็นเรื่องของเงินเฟ้อเป็นหน้าที่หลักของธนาคารหลักทุกประเทศ ซึ่งการดูแลเสถียรภาพเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น และอยู่ในกรอบ 1.3% ในความหมายของยืดหยุ่นคือ 1.ไม่ได้บอกว่าเงินเฟ้อต้องอยู่ในกรอบตลอด มันเป็นเรื่องของระยะปานกลาง บางช่วงอาจหลุดจากกรอบบ้าง แต่โดยรวมระยะยาวอยากให้อยู่ในกรอบที่วางไว้

2.ขึ้นอยู่กับบริบทของเศรษฐกิจในบางจังหวะ สิ่งสำคัญต้องดูเรื่องกรอบเงินเฟ้อ ประกอบด้วย เงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และเสถียรภาพรวมการเงิน โดยต้องชั่ง 3 เป้า เมื่อย้อนกลับไปตอนเผชิญปัญหาโควิดกระทบหนักก็ให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องของเงินเฟ้อ แต่ตอนนี้ด้วยบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยน การฟื้นตัวเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น น้ำหนักที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ให้ดูแลเรื่องของเงินเฟ้อมากขึ้น เห็นได้จากผลการประชุมครั้งสุดท้ายของ กนง. ที่คณะกรรมการทั้ง 7 ท่าน มีเสียงโหวตออกมาเป็น 4 : 3 เสียง เรื่องของการคงดอกเบี้ย และสะท้อนถึงการดำเนินงานข้างหน้าว่าจะกระทำในทิศทางใด

ขณะเดียวกันมองกลับมาว่าจะทำอย่างไรในการดูแลเงินเฟ้อ อย่างแรกราคาของที่ขึ้นหลัก ๆ มาจากเรื่องราคาพลังงาน ซึ่งราคาของที่ขึ้นต้องแยกระหว่างของที่ขึ้นกับเงินเฟ้อ เช่น ราคาของที่ขึ้นจาก 100 บาท เป็น 150 บาท เป็นผลจากราคาน้ำมันโลกสูงจากภาวะสงคราม จึงไม่สามารถทำอะไรได้ ส่งผลให้เงินเฟ้อขึ้นชอตแรก

“ถ้าเครื่องยนต์เงินเฟ้อไม่ติด หลังจากนั้นราคาก็ไม่ควรไปต่อจากระดับนี้ หรือวิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหน้าที่ ธปท.ต้องยืนยันว่าเงินเฟ้อจะไม่ติดเครื่องยนต์ โดยให้ความสำคัญเรื่องการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตว่าจะไม่สูงขึ้นมากจนเลยกรอบการคาดการณ์” นายเศรษฐพุฒิกล่าว

ถ้าดูเรื่องคาดการณ์เงินเฟ้อตลาดการเงินและจากนักวิเคราะห์การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวจริง ๆ คือเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบ จากการคาดว่าเงินเฟ้อจะขึ้นและท้ายที่สุดจะเข้ามาในกรอบ ขณะที่การคาดการณ์ระยะสั้นจากการสำรวจข้อมูลของภาคครัวเรือนและธุรกิจยังรู้สึกว่าตัวเลขพุ่งขึ้นสูง เนื่องจากเงินเฟ้อยังสูงขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หน้าที่หลักของทุกธนาคารกลางทั่วโลกต้องคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ให้หลุดไปมาก เพราะเมื่อดึงกลับมามันจะเหนื่อย ซึ่งนักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่าเงินเฟ้อมาจากอุปทานไม่ได้มาจากอุปสงค์ ธปท.อาจคุมอะไรไม่ได้ แต่หน้าที่ของ ธปท.แม้ควบคุมราคาพลังงานไม่ได้ แต่คุมเรื่องการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ ดังนั้น ธปท.จะดูแลกรอบเงินเฟ้อโดยการขึ้นดอกเบี้ยในยามจำเป็น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในสถานการณ์ให้เหมาะสม

ดังนั้น การทำนโยบายการเงินจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต่างจากเมืองนอกที่ต้องเหยียบเบรกแรง แต่ไทยต้องถอนคันเร่งน้อยลง จากที่ผ่านมาดอกเบี้ยไทยต่ำมาก และเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นดอกเบี้ยต่ำสุดในประวัติการณ์ จึงได้ปรับนโยบายการเงินกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หากไม่ปรับผลข้างเคียงอาจเกิดความเสียหาย เช่น เราไม่เริ่มปรับดอกเบี้ยให้ใกล้เคียงสภาวะปกติมากขึ้นเงินเฟ้อจะไปไกลและคนที่เดือดร้อนคือกลุ่มเปราะบาง

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การดูแลกลุ่มเปราะบางและกลุ่มธุรกิจหลังการขยับดอกเบี้ยนั้น โจทย์ตอนนี้ตามบริบทเศรษฐกิจหากทำนโยบายเช่นเดิมจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ จึงยังไม่มีคำตอบอะไรที่ควรทำแบบสุดโต่งเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ ทุกอย่างเป็นเรื่องการหาจุดสมดุล โดยการทำนโยบายการเงิน และสถาบันการเงิน ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการปรับนโยบายเพื่อแก้ปัญหาที่จำเป็น แต่ต้องหาวิธีดูแลกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากการฟื้นตัวยังไม่สม่ำเสมอ

โดยจังหวะและเวลาในการทำนโยบายมีกรอบการพิจารณามาตรการต่าง ๆ คือ 1.กระบวนการปรับมาตรการแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำเร็วไปไม่ได้ ทำช้าไปไม่ได้ ถ้าทำเร็วไปการฟื้นตัวที่อยากเห็นจะไม่เกิดขึ้นจะสะดุด เช่น ทำเร็วแบบเฟดในการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เราก็ไม่ควรทำ แต่ถ้าทำช้าไป ธปท.อาจขาดเรื่องการดูแลเงินเฟ้อ ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อวิ่งไปสูงและจะทำให้เศรษฐกิจสะดุด

2.ทำอย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เช่น นโยบายต่าง ๆ ที่มีการปูพรมและกว้าง ด้วยบริบทที่เปลี่ยน จึงเห็นสมควรที่จะถอนนโยบาย และคงบางมาตรการที่จำเป็นเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางก็ควรมีอยู่ และอาจต่อในบางมาตรการหากการฟื้นฟูยังไม่ดี อย่างไรก็ตาม ก็จะมีมาตรการที่รองรับแต่ละกลุ่มที่มีปัญหาและตรงจุดมากขึ้น

“ไม่เถียงว่าหากดอกเบี้ยขึ้นจะกระทบภาคครัวเรือน เพราะบ้านเราหนี้ครัวเรือนสูง ขณะเดียวกันหากเงินเฟ้อเพิ่ม ค่าครองชีพเพิ่มจะกระทบหนักกว่าการขึ้นดอกเบี้ยและภาระหนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงหลังสินค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้น กระทบต่อกลุ่มรายได้ต่ำเป็นพิเศษที่เป็นเรื่องราคาพลังงานและอาหาร จึงเป็นหน้าที่หลัก ธปท.ต้องดูแลกลุ่มเปราะบางด้วย”

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า เรื่องแนวทางดูแลอัตราแลกเปลี่ยน จากเงินบาทอ่อนมากมาจากปัจจัยหลักคือเงินเหรียญสหรัฐแข็งทำให้เงินบาทอ่อน แต่ภาพรวมเงินบาทไม่ได้อ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และเงินบาทอ่อนค่าอยู่ระดับกลาง ๆ ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อเงินเหรียญสหรัฐแข็งเงินบาทก็จะอ่อน เมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อน แนวโน้มเงินบาทจะแข็งขึ้น ซึ่ง ธปท.มีข้อจำกัดในการเข้าไปดูแล

โดยทิศทางจะปล่อยเป็นไปตามทิศทางของกลไกตลาดและทำได้ในยามจำเป็น ซึ่ง ธปท.ไม่อยากเห็นการปรับตัวเร็วเกินไป เนื่องจากผู้ส่งออก และนำเข้าอาจมีความลำบากในการปรับตัว เพราะสัดส่วนผู้ส่งออก ผู้นำเข้าที่ทำเฮดจิ้งค่อนข้างต่ำโดยเฉพาะรายเล็ก จึงไม่อยากเห็นการเคลื่อนไหวเงินรวดเร็วเกินไป

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น ยังไม่เห็นเงินทุนไหลออกมากมหาศาล และไม่เห็นที่เป็นผิดปกติ อีกทั้งถ้ามองไปข้างหน้าเป็นไปได้ที่เงินเหรียญสหรัฐจะกลับมาอ่อน ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเปลี่ยน รวมถึงความกังวลการคาดการณ์เฟดเปลี่ยนแปลง จากสถานการณ์กำลังผันผวนสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา