วิกฤตโควิด-19 คลี่คลาย นโยบายเปิดประเทศดันธุรกิจพลิกฟื้น “ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” เคลื่อนทัพรอบใหม่ วางงบฯ 6,400 ล้าน ลงทุนขยายธุรกิจหลัก “โรงแรม-ร้านอาหาร-ไลฟ์สไตล์” รับจ้างบริหารโรงแรมเพิ่ม
ปรับราคาห้องพักให้สอดคล้องกับดีมานด์หวังเพิ่มอัตราการเข้าพัก เดินหน้าปูพรมร้านอาหารไซซ์เล็กตามเทรนด์ผู้บริโภค ส่วนธุรกิจไลฟ์สไตล์เพิ่มโฟกัสออมนิแชนเนลสร้างรายได้ ย้ำสถานะการเงินแข็งแกร่ง
นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย และกลายเป็นโรคประจำถิ่น ผู้คนมีการปรับตัวอยู่กับโควิดได้ ประกอบกับมาตรการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เป็นอานิสงส์ทำให้บริษัทพร้อมรับโอกาสกลับมาเติบโต
โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมเริ่มมีดีมานด์เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการยกเลิกระบบ Thailand Pass ช่วยผ่อนคลายข้อจำกัดการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 ที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศได้
เช่นเดียวกับสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารเริ่มกลับมาฟื้นตัว 100% จากการบริโภคภายในประเทศ โดย 7 ไตรมาสที่ผ่านมาสามารถทำกำไรสุทธิได้ต่อเนื่อง แม้ในช่วงโควิดต้องปิดให้บริการนั่งทานในร้าน แต่รายได้ทางช่องทางดีลิเวอรี่เข้ามาช่วยทดแทนยอดขายจากหน้าร้านได้ ประกอบกับการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและการสั่งอาหารผ่านเว็บไซต์เข้ามาสนับสนุนสั่งดีลิเวอรี่ ทำให้รายได้สาขาเดิมเติบโตขึ้น
ขณะที่ธุรกิจไลฟ์สไตล์ในช่วงโควิดได้ปิดแบรนด์ที่ไม่ทำกำไรไป ส่วนบางแบรนด์ที่ยังทำกำไร ยังดำเนินการต่อ ปัจจุบันมีร้านค้า 386 แห่ง ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเครื่องหมายการค้าที่ไมเนอร์ฯเป็นผู้จัดจำหน่าย อาทิ แก๊ป, เอสปรี, บอสสินี่ บานาน่า รีพับบลิค, บรูคส์ บราเธอร์ส, โอวีเอส, เอแตม, แรทลีย์, อเนลโล่ อีกทั้งยังมีธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า
ทุ่ม 6.4 พันล้านขยายธุรกิจ
นายชัยพัฒน์กล่าวต่อถึงทิศทางและแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง 2565 บริษัทเตรียมงบประมาณโดยรวม 6,400 ล้านบาท เพื่อใช้หาโอกาสการฟื้นตัวและเพิ่มรายได้ใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม 527 แห่ง ตามด้วยร้านอาหาร 2,389 สาขา และไลฟ์สไตล์ ซึ่งต้องยอมรับว่าจากนี้บริษัทจะเน้นขยายธุรกิจที่ไม่ได้ใช้งบฯลงทุนจำนวนมาก เพราะต้องระมัดระวังการใช้จ่าย เพราะอยู่ในช่วงฟื้นตัว
โดยเริ่มตั้งแต่ธุรกิจร้านอาหาร มุ่งให้ความสำคัญในการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ร้านอาหารในเครือ และเตรียมขยายสาขาโฟกัสทุก ๆ แบรนด์ที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอกว่า 8 แบรนด์ อาทิ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, ซิซซ์เล่อร์, แดรี่ควีน, เบอร์เกอร์ คิง, สเวนเซ่นส์, บอนชอน, เดอะ คอฟฟี่ คลับ และคอฟฟี่ เจอร์นี่
เบื้องต้นการขยายสาขาจะมีหลายฟอร์แมต และได้ปรับรูปแบบการขยายสาขาจากร้านอาหารขนาดใหญ่เป็นสาขาที่มีขนาดเล็กลง และไม่จำเป็นว่าจะต้องเปิดร้านในคอนเซ็ปต์แบบเดิม เนื่องจากปัจจุบันเทรนด์ของธุรกิจร้านอาหารเปลี่ยนไปตามเทรนด์ผู้บริโภคที่ซับซ้อนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาเมนูใหม่ ๆ ให้หลากหลาย เช่น การลอนช์พรีเมี่ยมเมนูเพื่อให้แบรนด์อยู่ใน top of mind ของผู้บริโภค ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่นตามเทศกาลต่าง ๆ และใช้ลอยัลตี้โปรแกรมมาใช้ส่งเสริมการขาย แม้หน้าร้านจะกลับมานั่งทานได้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับช่องทางดีลิเวอรี่และซื้อกลับบ้าน
โดยได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการสั่ง รวมถึงการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ โดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและมอนิเตอร์ราคาวัตถุดิบเพื่อเพิ่มสต๊อกวัตถุดิบบางตัวในช่วงที่ราคาลดลง รวมถึงปรับโครงสร้างเมนูอาหาร และปรับราคาบางเมนูให้สอดคล้องกับต้นทุนในอัตราที่ผู้บริโภคสามารถรับได้
ขณะที่ร้านอาหารในประเทศจีนริเวอร์ไซด์จำนวน 135 สาขา ยังได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ในจีน โดยคาดว่าจะฟื้นตัวภายในไตรมาส 3 หลังรัฐบาลจีนเริ่มผ่อนปรนข้อจำกัดต่าง ๆ ขณะที่ร้านเดอะคอฟฟี่คลับในประเทศออสเตรเลีย ได้ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรลง ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างร้านอาหารหลังเจอผลกระทบโควิด
ธุรกิจโรงแรม-ไลฟ์สไตล์เริ่มฟื้น
ด้านธุรกิจโรงแรมในไทย อัตราเข้าพักในไตรมาสแรกปรับตัวดีขึ้น 31% และไตรมาส 2 อยู่ที่ 43% เริ่มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา โดยเฉพาะชาวอินเดียที่ค่อนข้างมีฐานะเข้ามาอยู่ในไทยมากขึ้น ส่วนแนวโน้มธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ ได้แก่ ยุโรป และประเทศออสเตรเลีย อัตราการเข้าพักฟื้นตัวจากดีมานด์กลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจรวมถึงงานเทรดแฟร์อีเวนต์ทั้งหลายที่มากขึ้น
แม้ลูกค้าชาวจีนยังไม่กลับมาแต่ยังสามารถเติบโตได้ ส่วนประเทศมัลดีฟส์ การท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องและส่งผลดีต่อรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่ไทยเริ่มขยับมาใกล้เคียงกัน ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ธุรกิจโรงแรมในไทยประมาณ 40% และต่างประเทศ (ยุโรป) 60%
สำหรับแผนเชิงรุกของธุรกิจโรงแรมระหว่างปี 2565-2567 เป็นต้นไป ไมเนอร์ฯเตรียมขยายธุรกิจเปิดโรงแรมและเข้าไปรับจ้างบริหาร เบื้องต้นที่อยู่ในไปป์ไลน์ที่เซ็นสัญญาแล้วประมาณ 60 แห่ง แบ่งเป็น โรงแรมภายใต้ management contract 49 แห่ง และ Owned/leased 11 แห่ง
อีกทั้งยังได้พยายามสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เดินหน้าเพิ่มอัตราการเข้าพักและปรับราคาห้องพักให้สอดคล้องกับดีมานด์ โดยใช้จุดแข็งของแบรนด์โรงแรมในเครือไมเนอร์ฯและศักยภาพของทำเลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว และปรับเรื่องดิจิทัล จัดโปรโมชั่นให้คนเข้าถึงโรงแรมมากขึ้น ในบางพื้นที่มีการรีโนเวตโรงแรมให้ทันสมัยขึ้นเพื่อชาร์จค่าห้องให้สูงขึ้นได้ ตลอดจนการนำลอยัลตี้โปรแกรมมาใช้เพิ่มปริมาณลูกค้าที่มาใช้บริการทั้งเครือด้วยเช่นกัน
ขณะที่ธุรกิจไลฟ์สไตล์มุ่งพัฒนาช่องทางการขายออนไลน์และออฟไลน์ภายใต้กลยุทธ์ omnichannel เพื่อสอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาเลือกซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น และในปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวแบรนด์เบิร์กฮอฟฟ์ ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องครัวที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงจากประเทศเบลเยียม เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
ย้ำสถานะการเงินแข็งแกร่ง
นายชัยพัฒน์ย้ำในตอนท้ายว่า ปัจจุบันบริษัทยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยสิ้นเดือนพฤษภาคม 2565 มีเงินสดคงเหลือกว่า 22,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกประมาณ 31,000 ล้านบาท รวมถึงมีวอร์แรนต์ 3 ชุด ซึ่งจะครบกำหนดใช้สิทธิในปี 2566-2567 อีกประมาณ 15,000 ล้านบาท และเพื่อรักษาฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ในวันที่ 31 สิงหาคม 2565
บริษัทจะไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัทมูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท ที่เสนอขายเมื่อปี 2561 ก่อนกำหนด
พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิชุดใหม่ทดแทน โดยคาดว่าจะเปิดจองซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิชุดใหม่แก่ประชาชนทั่วไปในเดือนกันยายนนี้ผ่านสถาบันการเงินต่าง ๆ จากนั้นสิ้นปี 2565 ไมเนอร์ฯมีเป้าหมายกลับมาสร้างอัตราเติบโตทั้งในแง่ของรายได้และกำไร ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2565 มีรายได้รวม 20,727 ล้านบาท หรือเติบโต 66%