HBA พลิกเกมรับธุรกิจสร้างบ้าน 2 แสนล้าน ชูกลไก ‘กองทุนประกันผู้บริโภค’ ยกระดับมาตรฐานรับสร้างบ้านทั่วประเทศ
ในวันที่ตลาดรับสร้างบ้านมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทยังคงมีโอกาสเติบโตจากความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทย ความท้าทายสำคัญกลับไม่ได้อยู่ที่กำลังซื้อหรือการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความเชื่อมั่น” ที่กำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดการตัดสินใจของผู้บริโภค หลังเกิดกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการทิ้งงานและโครงการก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จปรากฏขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
ท่ามกลางโจทย์ดังกล่าว สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ภายใต้การนำของ ‘อนันต์กร อมรวาที’ ในฐานะองค์กรที่รวบรวมผู้ประกอบการ ธุรกิจรับสร้างบ้านที่เป็นนิติบุคคลชั้นนำจากทั่วประเทศ กำลังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมผ่านกลไกใหม่ ทั้งการคัดกรองสมาชิก การตรวจประเมินมาตรฐานองค์กรและหน้างานก่อสร้าง ตลอดจนการจัดตั้ง “กองทุนประกันผู้บริโภค” เพื่อสร้างหลักประกันความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอนาคต
เปิดโครงสร้างดีมานด์ 4 เซกเมนต์

อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน
อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ชี้ให้เห็นถึงอินไซต์ของตลาดว่า ปัจจุบันสามารถจำแนกโครงสร้างดีมานด์ (Demand Structure) ออกเป็น 4 เซกเมนต์หลัก โดยเซกเมนต์แรกคือกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มดีมานด์กระแสหลักที่สร้างบ้านเพื่อครอบครัว ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน และราคาที่สอดคล้องกับงบประมาณเป็นหลัก
ถัดมาคือกลุ่มบ้านราคา 5–10 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูง ที่นอกจากฟังก์ชันพื้นฐานแล้ว ยังเน้นงานดีไซน์ที่สะท้อนรสนิยมของผู้อยู่อาศัย ขณะที่กลุ่มบ้านราคา 10–20 ล้านบาท ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น โดยสไตล์สถาปัตยกรรมต้องสามารถบอกเล่าบุคลิกภาพและอัตลักษณ์ของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน และเซกเมนต์สูงสุดคือกลุ่มบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับลักชัวรีที่ต้องการความครบถ้วนในทุกมิติ พร้อมให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของแบรนด์บริษัทรับสร้างบ้านเป็นพิเศษ
อนันต์กร ระบุอีกว่า แม้พฤติกรรมของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เป็นจุดร่วมของผู้บริโภคในขณะนี้คือความกังวลเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัญหาร้องเรียนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม สามารถจำแนกออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ บริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นนิติบุคคลมีหลายสาขา แต่เกิดความผิดพลาดด้านการบริหารจัดการและสภาพคล่องจนทิ้งงาน ผู้รับเหมารายย่อยที่ใช้กลยุทธ์ราคาถูกดึงดูดลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดียแต่รับงานเกินกำลัง และธุรกิจบ้านสำเร็จรูปหรือบ้านน็อกดาวน์ที่ดำเนินการในนามบุคคลธรรมดา ใช้โปรโมชันดึงดูดใจแต่สร้างไม่เสร็จจนกลายเป็นคดีความ
ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้บริโภคยังขาดความเข้าใจในกระบวนการสร้างบ้าน ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าการซื้อสินค้าสำเร็จรูปอย่างมาก และที่สำคัญคือผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าสัญญาสร้างบ้านในปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยกำหนดมาตรฐานขอบเขตงานไว้อย่างชัดเจน ทั้งเกณฑ์ค่าปรับกรณีงานล่าช้า การควบคุมงวดการเบิกจ่ายเงินที่เป็นธรรม ไปจนถึงเงื่อนไขการยกเลิกสัญญา
“เมื่อผู้บริโภคเลือกจ้างช่างทั่วไปที่ไม่ใช่มืออาชีพ จึงมักมีการใช้สัญญาที่ไม่เป็นธรรม พอทำราคาต่ำกว่าความเป็นจริงได้สักพัก ก็จะเริ่มอ้างการซื้อของล่วงหน้าเพื่อโน้มน้าวให้ยอมจ่ายเงินเกินงวดงาน สุดท้ายเมื่อสัดส่วนเงินเกินเนื้องานไปมากๆ ก็เกิดการทิ้งงานในที่สุด
“โจทย์ของสมาคมฯ ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเหมือนในอดีต แต่ต้องสร้างกลไกเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานทั้งอุตสาหกรรม เพราะความเชื่อมั่นไม่สามารถสร้างได้ด้วยคำพูด แต่ต้องมีระบบรองรับอย่างเป็นรูปธรรม” อนันต์กร กล่าว
เดินหน้ายุทธศาสตร์กองทุน HBA
จากแนวคิดการวางระบบรองรับที่เป็นรูปธรรมดังกล่าว ปัจจุบันสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบการนิติบุคคลรวม 84 บริษัททั่วประเทศ จึงประกาศปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ โดยในอดีตภารกิจหลักคือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเบื้องต้น เช่น ปัญหางานล่าช้า หรือประเด็นความพึงพอใจทั่วไป แต่เพื่อแก้ปัญหาจากปัจจัยภายนอกและปิดความเสี่ยงให้แก่ผู้บริโภค สมาคมฯ จึงได้ยกระดับยุทธศาสตร์สู่การเป็นผู้ค้ำประกันระบบ ด้วยการจัดตั้ง กองทุนประกันผู้บริโภค (HBA Consumer Insurance Fund) ขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง

กองทุนประกันผู้บริโภค (HBA Consumer Insurance Fund)
อนันต์กร ขยายความว่า กลไกของกองทุนนี้จะเข้ามาสนับสนุนและเยียวยาผู้บริโภคทันทีในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย หากตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัทสมาชิกไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ หรือมีการทำผิดสัญญาจริง ตลอดจนกรณีที่บริษัทขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยได้ ทางสมาคมฯ จะนำเงินจากกองทุนนี้เข้าไปช่วยเหลือผู้บริโภคก่อนทันทีในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อสมาชิก ภายในระยะเวลา 30 วัน เพื่อให้เจ้าของบ้านมีเงินทุนไปดำเนินการสร้างบ้านต่อได้โดยไม่สะดุด ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นโครงการนำร่องระยะเวลา 2 ปี สำหรับผู้บริโภคที่เซ็นสัญญากับบริษัทสมาชิกของสมาคมฯ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ถึง 31 กรกฎาคม 2571 ก่อนจะนำผลการดำเนินงานมาทบทวนเพื่อปรับปรุงกลไกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ชูเกณฑ์ Site Audit ตรวจเข้มเทคนิคโยธาและความปลอดภัยหน้างาน
อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้ถือเป็นด่านสุดท้ายเท่านั้น เพราะก่อนจะถึงจุดนั้น สมาคมฯ ได้วางระบบคัดกรองสมาชิกอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้น ผ่านกระบวนการ 2 ด้านหลัก ด้านแรกคือ Office Audit หรือการตรวจวัดดีเอ็นเอ (DNA) ขององค์กร ซึ่งมุ่งเน้นไปที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ผังการบริหารจัดการ ระบบการขาย ตรวจเช็กสถานที่ตั้งสำนักงานที่เป็นหลักแหล่งชัดเจน และที่สำคัญคือจะมีการโทรศัพท์สัมภาษณ์เพื่อเช็กสถิติความพึงพอใจจากฐานลูกค้าเก่าโดยตรง
ส่วนด้านที่สองคือ Site Audit เป็นการตรวจสอบหน้างานหรือไซต์ก่อสร้างจริง โดยเน้นประเมินแผนงาน เทคนิควิศวกรรมโยธา และภาพลักษณ์ความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งกระบวนการคัดกรองที่เข้มข้นทั้งหมดนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรอง “ผู้ประกอบการนิติบุคคลมืออาชีพ” ออกจากกลุ่มผู้รับเหมาทั่วไปในท้องตลาดได้อย่างชัดเจน
เทรนด์สร้างบ้านปี 2569 ต่อยอดบิ๊กดีลเอ็กซ์โป
นอกเหนือจากกลไกการดูแลผู้บริโภคที่วางไว้อย่างเป็นระบบแล้ว นายกสมาคมฯ ยังเผยถึงทิศทางนวัตกรรมการสร้างบ้านในปีนี้ที่ขับเคลื่อนด้วย 2 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี AI & Smart Home ที่เน้นการประหยัดพลังงานควบคู่กับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และบ้านเพื่อสุขภาพ ผ่านระบบหมุนเวียนอากาศ (Ventilation System) ที่สามารถกรองฝุ่น รวมถึงมลพิษก่อนหมุนเวียนอากาศดีเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งทั้งสองเทรนด์นี้ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่หลายบริษัทนำมาจัดเป็นโปรโมชันมอบให้แก่ลูกค้า

“งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ย. 2569
ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 8
เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้อย่างครบวงจร สมาคมฯ จึงเตรียมจัด “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” ระหว่างวันที่ 16-20 กันยายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 8 ภายใต้คอนเซปต์ “ที่เดียวจบ ครบเรื่องสร้างบ้าน” โดยระดมบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำที่เป็นสมาชิกกว่า 30 บริษัท มาร่วมออกบูธรองรับความต้องการตั้งแต่ระดับราคา 1 ล้านบาทไปจนถึงบ้านระดับหรูกว่า 100 ล้านบาท พร้อมนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างใหม่ล่าสุด ดีลพิเศษจากธนาคารพันธมิตรที่มาร่วมซัพพอร์ตสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และบริการประกันภัยระหว่างก่อสร้าง เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากเหตุสุดวิสัยในช่วงฤดูกาลสร้างบ้าน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า ได้ที่ https://www.hba-th.org/home_expo_2026
นอกจากการขับเคลื่อนตลาดผ่านงานเอกซ์โปใหญ่ในกรุงเทพฯ แล้ว ในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว สมาคมฯ ยังได้วางโรดแมปขยายตัวสู่ภูมิภาคเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดต่างจังหวัดที่ยังมีโอกาสเติบโต เนื่องจากปัจจุบันสมาชิกของสมาคมฯ มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) อยู่เพียง 5% หรือประมาณหมื่นกว่าล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวมทั้งหมดที่มีสูงถึง 2 แสนล้านบาท โดยล่าสุดสมาคมฯ ประสบความสำเร็จในการจัดตั้ง “คณะอนุกรรมการภูมิภาค” นำร่องในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสานเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังอยู่ในช่วงวางแผนเตรียมจัดงานรับสร้างบ้านสัญจรในต่างจังหวัดภายในปีนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และส่งต่อระบบมาตรฐานนี้ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม
“ความแตกต่างระหว่างผู้รับเหมากับบริษัทรับสร้างบ้านไม่ได้อยู่ที่ราคาถูกหรือแพงกว่า แต่อยู่ที่ระบบการบริหารจัดการ ความรับผิดชอบ และความสามารถในการส่งมอบบ้านตามที่สัญญาไว้ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อไม่ใช่แค่ตัวบ้าน แต่คือความมั่นใจตลอดกระบวนการสร้างบ้านทั้งหลัง” อนันต์กร ทิ้งท้าย

ปลายทางของการสร้างบ้านอย่างราบรื่น จึงเริ่มต้นที่การเลือกพันธมิตรมืออาชีพที่มีระบบบริหารจัดการครบวงจร ซึ่งการเลือกใช้บริการกับบริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความอุ่นใจสูงสุด ด้วยมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน พร้อมมีกลไก “กองทุนประกันผู้บริโภค” คอยดูแลรองรับอีกหนึ่งชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณจะแปรเปลี่ยนเป็นบ้านที่เสร็จสมบูรณ์ ปลอดภัย และตรงใจอย่างแท้จริง