เทรนด์”ผู้นำ”ในโลก 4.0
การวัดศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศ ระดับองค์กร รวมถึงระดับบุคคล มีตัวชี้วัดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ศักยภาพในการปรับตัวสู่อนาคต (Future Readiness) จากบทความตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้แชร์มุมมองเรื่อง คนเก่งยุคใหม่ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบันไปแล้ว แต่ในครั้งนี้จะนำเสนอถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นเหมือนอะมีบา สิ่งมีชีวิตที่พร้อมเปลี่ยนรูปร่าง แบ่งตัว และเมื่อแบ่งแล้ว ทุกส่วนเหมือนมีชีวิต ซึ่งส่วนประกอบที่สำคัญคือ ความยึดหยุ่นขององค์กร Business Agility ดังนั้น หากการบริหารในองค์กร เปลี่ยนจากการเป็นไซโล มาเป็นการบริหารงานที่มีความยึดหยุ่น (Agility) ก็จะทำให้ปรับตัวได้เร็วขึ้น และทุกส่วนงานย่อย มีการบริหารกำไร ขาดทุน เหมือนเถ้าแก่ ก็จะทำให้องค์กรรักษาสปิริตความเป็นผู้ประกอบการ และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และต้องวัดผลได้ทุกวัน (Real-time) ทำให้มีโอกาสที่จะเป็นผู้นำในยุค 4.0 ได้
เรื่องที่สองคือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล IT Integration หรือ การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดข้อมูลมหาศาล มาใช้ในการคาดเดาอนาคต ทำให้องค์กรสามารถปรับตัวได้ตรงกับความเปลี่ยนแปลง
เรื่องสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือ ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง Adaptive Attitude ซึ่งต้องเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง การเปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็นมากขึ้น รวมถึงหลายองค์กรมีการสร้างผู้ประกอบการจากภายในองค์กร และ การกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และ ในส่วนสุดท้าย การปรับตัวให้เร็ว เทรนด์การพัฒนาคนและองค์กร ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่รวมถึง”ภาวะผู้นำ”ของแต่ละองค์กร ที่ต้องให้ความสำคัญเรื่องการปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ ก้าวทันยุคดิจิทัล
วัฒนธรรมที่เราถูกหล่อหลอมมาในอดีต คือ การทำงานที่แบ่งออกเป็นฝ่ายเป็นแผนก ที่ต่างคนต่างรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและความเชี่ยวชาญของแต่ละคน แต่ละแผนกก็จะมีความรู้เฉพาะเรื่องที่แผนกนั้นๆทำ แต่ไม่รู้กระบวนการทำงานทั้งหมด ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของงาน
แต่ในยุคนี้ที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปมาก และการทำงานแบบแยกส่วนหรือไซโลไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป จึงมีการหยิบยกเรื่อง การสลายการทำงานแบบไซโลที่ต่างคนต่างทำ มาเป็นการทำงานแบบสอดประสาน(Collaboration)เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้นคือ คำว่า Uberization ที่มาจาก Uber และ Airbnb ต้นแบบของ Sharing Economy แนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบ่งปัน หลังจากเทคโนโลยีเชื่อมคนได้ทั่วโลก

ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ กรณี IBM บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ที่มีอายุกว่า 108 ปี แต่มีสัดส่วนพนักงานสูงอายุจำนวนมาก ขัดแย้งกับการเป็นบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีข่าวการทยอยปลดพนักงานสูงอายุกว่า 1 แสนคนทั่วโลก เพื่อเปิดให้กลุ่มคนยุคมิลเลนเนียลเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆทั่วโลก
เพราะนอกจากเรื่องคนแล้ว ยังเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ IBM ต้องลดต้นทุนขนานใหญ่ โดยล่าสุด มีจำนวนพนักงานประมาณ 340,000 คน หลังจากที่ปรับลดไปกว่า 20%แล้ว
นอกจากนี้ยังมีการปรับรูปแบบการทำงานแบบไซโล ที่เดิมมีการทำงานเป็นโปรเจคต์ เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการทำงานที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างพนักงานกับลูกค้า หรือคู่ค้า เพื่อให้ได้งานที่เห็นผลจริงจากการเรียนรู้ร่วมกันและยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและคู่ค้าในระยะยาวอีกด้วย
และยังมีอีกหลายองค์กรที่ตื่นตัวกับการปรับตัวไปก่อนหน้า โดยขึ้นกับความพร้อมขององค์กร ตั้งแต่ผู้นำและศักยภาพของพนักงาน
ทุกองค์กรกำลังเผชิญความท้าทายนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงาน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้และลงมือทำไปพร้อมกัน ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชื่อมโยงกับทีมอื่นหรือแผนกอื่นด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันทั้งองค์กร และวิ่งเข้าสู่เป้าหมายไปพร้อมกัน
เมื่อเร็วๆนี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสัมมนา AEC Business Forum 2019 ของธนาคารกรุงเทพ ที่เชิญกูรูและซีอีโอระดับโลกร่วมเวทีแชร์มุมมอง และอัพเดทเทรนด์เศรษฐกิจด้านต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้นักธุรกิจไทยเร่งปรับตัวให้พร้อมเผชิญกับความท้าทายในภาวะเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยซีอีโอจากภาคธุรกิจชั้นนำต่างๆได้สะท้อนภาวะธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญสู่ยุคดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาคอาเซียนแบบไร้รอยต่อ
หนึ่งในไฮไลต์บนเวที ที่อยากจะนำมาส่งต่อให้ผู้อ่านคือ วิสัยทัศน์ของซีอีโอเครือซีพี คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ได้สะท้อนเรื่องความท้าทายที่ไทยและอาเซียนต้องเผชิญไว้อย่างน่าสนใจ บนเวทีเสวนาหัวข้อ “ASEAN CEO’s Vision 2020&Beyond” ร่วมกับนักธุรกิจชั้นนำอีกหลายท่าน ซึ่งคุณศุภชัยได้พูดถึงความพยายามเปลี่ยนแปลงของเครือซีพี ที่จะปรับเปลี่ยนระบบการทำงานแบบไซโล ไปสู่การทำงานร่วมกัน โดยผ่านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล มีความโปร่งใสและจะส่งเสริมให้แต่ละฝ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“การมีซีอีโอเพียงคนเดียวแก้ปัญหาทุกอย่าง ในที่สุดซีอีโอนั้นจะเป็นคอขวดเอง บริษัทจะเปลี่ยนแปลงเติบโตเพิ่มสมรรถภาพอย่างไร ต้องมี “มินิ ซีอีโอ”มากมาย ที่มีความรับผิดชอบในหลายระดับ สามารถทำงานในลักษณะข้ามภาค และสาขา” และที่สำคัญคือ การ Reskill หรือ การสร้างศักยภาพใหม่ให้บุคลากร ซึ่งคุณศุภชัยฝากไว้น่าสนใจมากเกี่ยวกับการปรับตัวของประเทศ คือ 1) การตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างทักษะใหม่ (New Skill) ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยและอาชีวะ 1 ล้านคน และ การ Reskill บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม 2) การขับเคลื่อนกลไกตลาด การปรับค่าแรงสูงขึ้น ตามทักษะที่มากขึ้น เพิ่มแรงงานที่มีความสามารถสูง 3) การแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาหลักสูตร ให้เป็นปัจจุบัน และพร้อมสู่อนาคต ซึ่งต้องร่วมมือกันระหว่าง สถานศึกษาและภาคเอกชน การทำหลักสูตรควบคู่การทำงาน 4) ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย (Action Learning) 5) การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีในการเพิ่มทักษะ รวมถึงการเรียนออนไลน์
ทุกองค์กรต้องเปลี่ยนบริษัทเข้าสู่รูปแบบดิจิทัลและมีความคล่องตัวในการใช้นวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขัน
อยากเป็นผู้ชนะในยุค 4.0 ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป!
By Greentea