ตราสารหนี้จีน กับ KTAM CHINA BOND IPO 11-19 พฤษภาคม 64 นี้
ทำไม ตราสารหนี้จีน สกุลเงินหยวน ถึงดึงดูดและสร้างความสนใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก ในขณะนี้
โลกของการเงินการลงทุนที่กำลังเป็นอยู่ในทุกวันนี้ และที่จะเกิดขึ้นไปอีก 10-20ปีข้างหน้า นักลงทุนทั่วโลกคงยากที่จะปฎิเสธ ในการที่จะต้องให้ความสำคัญของสกุลเงินหยวน เพราะการค้า การขายทั่วโลกกับจีน มีบทบาทสำคัญ ต่อระบบเศรษฐกิจโลก และคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นได้อีกในอนาคต ทำให้เหล่านักลงทุนทั้ง สถาบัน กองทุน และ นักลงทุนทั่วไป อาจจะต้องให้ความสำคัญ และเริ่มที่จะต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทั้งในสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินหยวน หรือ ตราสารหนี้จีน เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเห็นได้จาก ดัชนีอ้างอิงตราสารหนี้ ที่สำคัญๆ ที่สถาบัน หรือ กองทุน นำมาใช้เป็นเครื่องชี้วัด ได้เริ่มเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในตราสารหนี้จีนในรูปสกุลเงินหยวน ไม่ว่าจะเป็น Bloomberg Barclays Global Aggregate Bond Index เพิ่มสัดส่วน ตราสารหนี้จีนในรูปสกุลเงินหยวน 8% คิดแป็นประมาณการมูลค่า: USD 120bn –150bn , JPM GBI-EM Bond Index เพิ่มสัดส่วน พันธบัตรจีนในรูปสกุลเงินหยวน เพิ่มขึ้น 10% คิดแป็นประมาณการมูลค่า USD 30bn และ FTSE Russell World Government Bond Index เพิ่มสัดส่วน ตราสารหนี้จีนในรูปสกุลเงินหยวน 5.25% คิดแป็นประมาณการมูลค่า : USD 105bn –130bn จากการประมาณการข้างต้น ทำให้มีการคาดว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าไปในตราสารหนี้จีน จากการปรับดัชนี รวมราว 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ คิดเป็นประมาณ 9-10 ล้านล้านบาท ที่มา : Bloomberg, JP Morgan, FTSE, CCDC, Standard Chartered, Invesco, as of 30 March 2021.
ส่วนในแง่มุมของผลตอบแทนและความเสี่ยง หากลองมาเปรียบเทียบ พันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปี มีผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ย 3.2% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี ที่มีผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ย 1.7% (หมายเหตุ : พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริการุ่นอายุ 10 ปี มีเรตติ้งในระดับ AA+, พันธบัตรรัฐบาลจีนรุ่นอายุ 10 ปี มีเรตติ้งในระดับ A+ จากการจัดอันดับของ Standard & Poor’s) รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี มีผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ย 1.77% ต่อปี ซึ่งก็ยังต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาลจีน ในอายุตราสารที่เท่ากัน
ในขณะที่คนส่วนมากจรู้สึกว่ากลัว กับอัตราการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในจีน แต่หากเราพิจารณาการสถิติในช่วงที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ ของตราสารหนี้ที่มี เรทติ้งต่ำกว่าอันดับความน่าเชื่อ (Rating ต่ำกว่า BBB-) ในจีน มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้อยู่ที่เพียง 1.8% ในปี 2020 น้อยกว่าในกลุ่ม เอเชีย กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึง สหรัฐ ที่อยู่ที่ระดับ 3.4% , 3.5% และ 6.8% ตามลำดับ
แล้วเราจะลงทุนใน ตราสารหนี้จีน ได้อย่างไร ?
หนึ่งช่องทางลงทุนตราสารหนี้จีนที่น่าสนใจในขณะนี้ ก็คือ กองทุนเปิดเคแทม ไชน่า บอนด์ ฟันด์ หรือที่เรียกว่า KT-CHINABOND ซึ่งกองทุน KT-CHINABOND ที่ว่านี้เป็นกองทุนแรกของประเทศไทย ที่ไปเน้นลงทุนในตราสารหนี้จีนโดยจะดำเนินการลงทุนผ่านกองทุน BFG China Bond Fund ที่บริหารกองทุนโดยบริษัทจัดการการลงทุนระดับโลก BlackRock Fund โดย BFG China Bond Fund มีนโยบายการลงทุนหลักที่น่าสนใจ
คือ ตราสารหนี้สกุลหยวน (RMB Dominated Fixed Income) อย่างต่ำ 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
โดยกองทุนรวม KT-CHINABOND อยู่ภายใต้การบริหารงานของ หลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย หรือ Krungthai Asset Management (KTAM)
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ และไม่อยากพลาดโอกาสลงทุนในตราสารหนี้จีน
สามารถลงทุนได้ ในกองทุนรวม KT-CHINABOND ซึ่งเปิดเสนอขาย 11-19 พ.ค. 2564 นี้
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ktam.co.th หรือขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 ในเวลาทำการ และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)
ข้อมูลเพิ่มเติม : กองทุนเปิดเคแทม ไชน่า บอนด์ ฟันด์ (KT-CHINABOND) มีความเสี่ยงของกองทุนอยู่ที่ระดับ 5
ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ : ความเสี่ยงทางตลาด / ความเสี่ยงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร / ความเสี่ยงในเรื่องคู่สัญญาในการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน / ความเสี่ยงของประเทศที่ลงทุน และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น ซึ่งกองทุนนี้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน/ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้/ผลตอบแทนในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต
