โตโยต้า ย้ำนโยบาย มัลติพาทเวย์ ดันไทยขึ้นฮับผลิตกระบะอีวี มองข้ามชอตมูลค่าเศรษฐกิจผลตอบแทนให้ประเทศสูง พร้อมเดินหน้าส่งรถยนต์ ยาริส เอทีฟ ไฮบริด ลุยตลาด มั่นใจยึดยอดขายเบอร์หนึ่งเก๋งเล็ก
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทแม่ยังคงให้ความสำคัญในฐานะ ฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโตโยต้า ซึ่งบริษัทมีนโยบายที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมทั้งนโยบายของแต่ละประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนเพื่อการผลิตรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยไปแล้ว
และปีนี้จะเริ่มมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ BEV ในประเทศไทย ซึ่งจะเริ่มต้นจากรถกระบะไฮลักซ์ บีอีวี เป็นรุ่นแรก ส่วนสาเหตุที่บริษัทเลือกรถกระบะไฮลักซ์นั้น เนื่องด้วยบริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญและความต้องการของประเทศไทย
โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของรถประเภทนี้ ซึ่งได้รับความนิยมค่อนข้างสูง
และโตโยต้ามั่นใจว่า รถกระบะบีอีวีนั้นจะมีส่วนสำคัญในการผลักดัน และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจตามมาอีกเป็นมูลค่ามหาศาล เนื่องจากการผลิตรถกระบะ หรือรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ในประเทศไทยนั้น ได้มีการใช้โลคอลคอนเทนต์ค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับรถประเภทอื่น ๆ แน่นอนว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โตโยต้าจึงเลือกผลิตรถกระบะบีอีวีขึ้นที่ฐานการผลิตของประเทศไทย
“ทั้งนี้ เราขอยืนยันว่านโยบายของบริษัทแม่ไม่ได้เปลี่ยน แต่ละประเทศมีความต้องการ และนโยบายภาครัฐที่แตกต่างกัน เรามองว่าการผลิตรถกระบะไฮลักซ์บีอีวีครั้งนี้ จะทำให้เกิดผลคืนกลับทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน การใช้โลคอลคอนเทนต์ต่าง ๆ ในประเไทศไทยเป็นจำนวนมาก โตโยต้าอยากสนับสนุนและให้เกิดคืนกลับสู่ประเทศไทย และเป็นความภาคภูมิใจของทุกคน ส่วนอนาคตจะมีรถรุ่นอื่น ๆ เพิ่มเติมต้องติดตาม”
ศุภกรกล่าวต่อไปว่า โตโยต้ายังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้นโยบายมัลติพาทเวย์ หรือการนำเสนอพลังงานทางเลือกที่หลากหลาย ล่าสุดได้แนะนำรถยนต์นั่งขนาดบี-เซ็กเมนต์ อย่าง โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ไฮบริด (Toyota Yaris ATIV HEV) ออกสู่ตลาด พร้อมตั้งเป้ายอดขายไว้ไม่น้อยกว่า 20,000 คัน ภายในระยะเวลา 12 เดือนจากนี้
และในเดือนตุลาคม โตโยต้าจะเปิดตัวรถยนต์เอสยูวีไฟฟ้า อย่าง โตโยต้า บีซี4เอ็กซ์ (Toyota bZ4X) รุ่นประกอบ และนำเข้าจากญี่ปุ่น ออกสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งเป้ายอดขายภายใน 1 ปี ไม่น้อยกว่า 6,000 คัน โดยมีรถพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าลอตแรกถึง 2,000 คัน
สำหรับยาริส เอทีฟ โฉมปัจจุบันถือเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย หลังจากเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2565 มียอดขายสะสมถึงปัจจุบัน ไม่น้อยกว่า 151,000 คัน
ขณะที่ภาพรวมของตลาดรถยนต์อีโคคาร์ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายที่ 71,700 คัน ลดลงไป 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ยอดขายรถอีโคคาร์ของโตโยต้าโตขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเป็นผลมาจากลูกค้าให้การตอบรับรถโตโยต้า ยาริส เอทีฟ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับมาตรการความเข้มงวดของสถาบันการเงิน
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อมีการแนะนำ โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ไฮบริด ออกสู่ตลาดแล้ว จะส่งผลให้โตโยต้ามียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในตลาดได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ โตโยต้ายังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแรง และชูกลยุทธ์ดูแลตลอดอายุการใช้งาน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ใช้รถ ด้วยความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน และบริษัทยืนยันว่าจะไม่ลงไปแข่งด้านราคากับค่ายรถอื่น ๆ แต่จะมุ่งเน้นการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายการจำหน่ายกว่า 450 แห่งทั่วประเทศด้วยความสบายใจ
และนอกจากนี้ยังมีแผนจะผลิตรถโตโยต้า ยาริส ไฮบริด เพื่อส่งออกไปอีก 23 ประเทศทั่วโลกด้วย
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า bZ4X นั้น บริษัทเตรียมนำเข้ามาทำตลาดในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
สำหรับ bZ4X มี 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น FED ราคา 1,5xx,000 บาท, รุ่น AWD ราคา 1,6xx,000 บาท
ก่อนที่ปลายปี โตโยต้าจะแนะนำรถกระบะไฮลักซ์ใหม่ อย่างเป็นทางการด้วย