YADEA ปั้นไทย ฮับผลิตมอเตอร์ไซค์ EV
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
เมื่อประเทศไทยกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกมากว่าครึ่งศตวรรษ ล่าสุดค่ายรถยนต์จักรยานยนต์ไฟฟ้า “ยาเดีย” (YADEA) ตัดสินใจใช้ “ไทย” เป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
“หยาง เสี่ยวเฟย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดโอกาสให้ ได้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงโอกาสและแผนธุรกิจ จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
ทำไมจึงเลือก “ไทย”
“YADEA” เราไม่ใช่แบรนด์น้องใหม่ในอุตสาหกรรม เพราะเราเริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2544 เพื่อพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ (รถจักรยานยนต์อีวี) จนสามารถครองอันดับหนึ่งด้านยอดขายรถจักรยานยนต์อีวีของโลกต่อเนื่องกว่า 9 ปีซ้อน
การตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยนั้น เนื่องจากเรามองเห็น “โอกาสที่ชัดเจน”
นั่นคือนโยบายการสนับสนุนและส่งเสริมยานยนต์อีวีของประเทศไทย ที่มีความชัดเจนและจริงจังที่สุดในอาเซียน
YADEA ต้องการนำเสนอสินค้าที่ผ่านการพิสูจน์ในระดับโลกให้กับลูกค้าคนไทย โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีที่ใช้ในตลาดโลกมาสู่คนไทยในราคาที่เข้าถึงได้ และนี่ไม่ใช่แค่การเปิดตลาด แต่คือการลงทุนในอนาคตของการเดินทางอย่างยั่งยืนในประเทศนี้
ประเมินภาพรวมตลาด
หากมองในเชิง Product Life Cycle ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทยถือว่าเพิ่งผ่านพ้นช่วง Early Adopter มาไม่นาน
นั่นหมายความว่า “YADEA” อยู่ตรงจุดที่กราฟการเติบโตเริ่มชันขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วงเวลานี้คือ “โอกาสที่สำคัญที่สุด”
ผู้บริโภคมีความรู้ และความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนมาใช้อีวี
YADEA ไม่ได้กำหนดเป้าแค่ตามตลาด แต่ต้องการแซงหน้า
สำหรับปี 2569 บริษัทกำหนดเป้าหมายยอดขายไว้ที่ระดับ 40,000 คัน หรือโต 400% จากปีก่อน
กำหนดธุรกิจระยะสั้น 3 ปี
YADEA ได้วางแผนภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลักที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ได้แก่ 1.การขยายเครือข่ายสาขา ปัจจุบันที่มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง บริษัทตั้งเป้าว่ารถจักรยานยนต์อีวี YADEA จะต้องเข้าถึงลูกค้าไทยไปได้ในระดับตำบล หรือมี เน็ตเวิร์ก 1,800 สาขาภายในสิ้นปีนี้ และปี 2572 เป็น 5,000 สาขา
2.การขยายกำลังการผลิต ปัจจุบันมีความสามารถผลิต 150,000 คันต่อปี วันนี้ YADEA เริ่มวางแผนขยายกำลังการผลิตถึง 600,000 คันต่อปีภายใน 3 ปี (2569-2572) เพื่อผลักดันให้ “ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค”
3.การบริการหลังการขาย การขายรถคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ปัจจุบันมีศูนย์บริการกว่า 60 แห่งในหัวเมืองต่าง ๆ และจะขยายครบ 77 จังหวัดภายในปี 2572 เพื่อให้ลูกค้าของเราทุกคนมีความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
สร้างระบบนิเวศธุรกิจที่แข็งแกร่ง
YADEA จะมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ดีลเลอร์ทุกรายได้รับการสนับสนุนอย่างครบวงจร ทั้งการฝึกอบรม เครื่องมือการขาย และระบบ After-Sale Service ที่มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ผลลัพธ์คือลูกค้าได้รับประสบการณ์เดียวกันไม่ว่าจะซื้อจากสาขาใดก็ตาม
เพิ่มงบฯ ลงทุนต่อเนื่อง
การเข้ามาลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย ภายใต้มาตรฐาน Smart Factory เช่นเดียวกับโรงงานทั้ง 10 แห่งทั่วโลก และพื้นที่ตั้งของโรงงานก็ยังอยู่ใน “Free Trade Zone” จ.สมุทรปราการ ทำให้มีแต้มต่อด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รถทุกคันที่ออกจากโรงงานประเทศไทยมีคุณภาพเทียบเท่ากับที่วางขายในตลาดโลก
YADEA มีแผนลงทุนเพิ่มเติม เพื่อไปสู่เป้าหมายภายใต้กลยุทธ์ให้โรงงานไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
ไทยคือฐานผลิตอาเซียน
ไทยคือฐานผลิตและตลาดหลักที่สำคัญของ YADEA แผนการลงทุนสะท้อนความมุ่งมั่นนั้นในทุกมิติ
ชู 4 แกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ
4 แกนหลักที่ทำงานสอดประสานกัน ได้แก่ 1.การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยทุกรุ่นผ่านการศึกษาการออกแบบโดยคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งานของคนไทยโดยเฉพาะ 2.การสื่อสารแบบ 360 องศา เน้นสื่อสารไปยังผู้บริโภคในทุกช่องทางพร้อมกัน รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและส่งเสริมการขายให้รอบด้าน
3.การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน โดยโฟกัส 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ วัยทำงานที่ต้องการพาหนะประจำวันที่เชื่อถือได้และประหยัดค่าใช้จ่าย กลุ่มไรเดอร์และธุรกิจ Delivery และกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการเปลี่ยนมาใช้ EV อย่างจริงจัง
4.การกำหนดกลยุทธ์ด้านราคาและมีสินเชื่อ ไฟแนนซ์มารองรับ เนื่องจากเราตระหนักดีว่า “ราคาคืออุปสรรค” อันดับหนึ่งในการตัดสินใจซื้อรถอีวี โดยได้พัฒนาโซลูชั่นทางการเงินร่วมกับพาร์ตเนอร์ชั้นนำอย่างกรุงศรี ออโต้, AEON และ Next Capital เพื่อให้การเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น
ฝากสะท้อนถึงภาครัฐ
หากให้พูดตรง ๆ แล้ว YADEA ถือว่าภาครัฐไทยทำได้ดีมากในส่วนของนโยบายอีวี โดยเฉพาะนโยบาย EV3.5 ที่ส่งผลเป็นรูปธรรมมากที่สุดในอาเซียน ทั้งการลดภาษีนำเข้า การสนับสนุนการผลิตในประเทศ รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจฝั่งผู้บริโภค
นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่รัฐจะส่งให้นักลงทุนว่าประเทศไทยพร้อมแล้วจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม YADEA ขอให้รักษาความต่อเนื่องไว้ เพราะนักลงทุนที่ตัดสินใจระยะยาวต้องการความสม่ำเสมอของนโยบาย ซึ่งมีค่ามากกว่าแรงจูงใจระยะสั้น
และอยากขอให้พิจารณาขยายความครอบคลุมของมาตรการให้มาถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น คนไทยส่วนใหญ่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักในชีวิตประจำวัน หากคนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงอีวีได้มากขึ้น นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและยั่งยืนที่สุดสำหรับประเทศไทย
สุดท้าย “หยาง เสี่ยวเฟย” ย้ำว่าตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทยยังอยู่ในช่วงเติบโต พื้นที่ยังมีสำหรับผู้เล่น แต่เมื่อตลาดเริ่มจริงจังสิ่งที่จะแยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้คือ “คุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และการจริงจังของการลงทุนในตลาด”
และนี่ไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู แต่คือการกระทำที่รอการพิสูจน์