เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
Politics “พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
ดูทั้งหมด

พระราชประวัติ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง แห่งสหราชอาณาจักร

09 ก.ย. 2565 | 02:13น.

รัชสมัยที่ยาวนานของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นในพระราชหฤทัยของพระองค์ ที่จะทรงอุทิศพระชนมชีพเพื่อการปฏิบัติพระราชภารกิจที่มีต่อราชบัลลังก์และต่อพสกนิกรของพระองค์ ทั้งในสหราชอาณาจักรและประเทศเครือจักรภพ สำหรับชาวอังกฤษหลายคน ทรงเป็นเสมือนเสาหลักที่มั่นคงในยามที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

Queen Elizabeth II

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อหลายสิบปีก่อนไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เจ้าหญิงน้อยเอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี วินด์เซอร์ ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 21 เมษายน ปี 1926 จะได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถในวันข้างหน้า ด้วยเมื่อแรกประสูติทรงเป็นพระธิดาพระองค์โตในเจ้าชายอัลเบิร์ต ดยุคแห่งยอร์ก รัชทายาทลำดับที่สอง และเลดี้ เอลิซาเบธ โบวส์-ไลออน ดัชเชสแห่งยอร์ก โดยมีพระเจ้าจอร์จที่ห้าแห่งสหราชอาณาจักรเป็นพระอัยกา

Princess Elizabeth at her christening ceremony with her parents

ที่มาของภาพ, Getty Images

White Line 1 Pixel

เจ้าหญิงเอลิซาเบธและเจ้าหญิงมาร์กาเร็ต พระขนิษฐา ซึ่งประสูติเมื่อปี 1930 ทรงได้รับการศึกษาภายในพระตำหนักที่ประทับ ทำให้ทรงใกล้ชิดกับพระบิดาและพระมารดารวมทั้งพระอัยกาอย่างยิ่ง ซึ่งนับได้ว่าทรงเติบโตขึ้นในบรรยากาศของครอบครัวเล็ก ๆ ที่อบอุ่น และเพื่อให้เจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ได้มีโอกาสคบหาสมาคมกับเด็กหญิงวัยเดียวกัน ได้มีการจัดตั้งหน่วยเนตรนารีหมู่พิเศษขึ้นในพระราชวังบักกิงแฮมด้วย

เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงพระปรีชาในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศหลายภาษา รวมทั้งทรงแตกฉานในความรู้ด้านประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง ดังที่เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล รัฐบุรุษคนสำคัญของอังกฤษได้กล่าวไว้ตั้งแต่เขายังไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เจ้าหญิงเอลิซาเบธนั้นทรงมีแววความเป็นผู้นำที่โดดเด่นเกินเด็กทั่วไป

เมื่อพระเจ้าจอร์จที่ห้า พระอัยกาของเจ้าหญิงเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตในปี 1936 องค์มกุฎราชกุมารเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด แต่เพียงไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากนั้น กษัตริย์พระองค์ใหม่ได้ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติเพื่อทรงสมรสกับนางวอลลิส ซิมป์สัน แม่ม่ายชาวอเมริกัน ทำให้พระบิดาของเจ้าหญิงเอลิซาเบธต้องเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหัน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าจอร์จที่หกผู้ทรงเป็นพระบิดา เจ้าหญิงเอลิซาเบธได้ทรงเขียนบันทึกความทรงจำต่อพระราชพิธีในครั้งนั้นไว้ว่า “ช่างแสนวิเศษเหลือเกิน”

Princess Elizabeth makes her first broadcast, accompanied by her younger sister Princess Margaret Rose 12 October 1940 in London

ความตึงเครียดคุกรุ่น

The newly crowned King George VI & Queen Elizabeth with Princesses Elizabeth & Margaret

ที่มาของภาพ, Getty Images

White Line 1 Pixel

เมื่อพระเจ้าจอร์จที่หกเสด็จขึ้นครองราชย์ สถานการณ์ทั่วยุโรปในขณะนั้นคุกรุ่นไปด้วยความขัดแย้งตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะปะทุเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยทั้งพระบิดาและพระมารดาของเจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงออกปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างแข็งขัน เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์อังกฤษหลังการสละราชสมบัติของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปดกลับคืนมา

ในปี 1939 เจ้าหญิงเอลิซาเบธซึ่งมีพระชนมายุ 13 ชันษา ได้ตามเสด็จพระบิดาและพระมารดาเยือนวิทยาลัยราชนาวีที่เมืองดาร์ตมัธ โดยมีนักเรียนนายเรือผู้หนึ่งเป็นผู้นำเสด็จขณะทอดพระเนตรบริเวณวิทยาลัยโดยรอบ แม้เจ้าหญิงเอลิซาเบธจะทรงเคยพบปะกับเขามาก่อนบ้างแล้วในฐานะพระญาติ แต่ในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ทรงสนพระทัยในตัวของนักเรียนนายเรือผู้นี้อย่างแท้จริง เขาคือเจ้าชายฟิลิปแห่งกรีซ พระราชสวามีในอนาคต ทั้งสองพระองค์ได้มีโอกาสติดต่อกันทางจดหมายและสานสัมพันธ์กันเรื่อยมานับแต่นั้น

สงครามโลกครั้งที่สองทำให้เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงได้สัมผัสกับชีวิตนอกรั้ววังและความยากลำบากของพลเมืองสหราชอาณาจักรในช่วงสงคราม โดยทรงอาสาเข้าร่วมกับหน่วยรับใช้ดินแดนพิเศษ (ATS) เรียนรู้การขับรถและการเป็นช่างยนต์ โดยต้องทรงทำหน้าที่เป็นช่างซ่อมบำรุงรถบรรทุกด้วย

ทรงรำลึกถึงวันสิ้นสุดสงครามในสมรภูมิยุโรปว่า “ผู้คนจำนวนมากมาร่วมกันฉลองที่หน้าวังบักกิงแฮม ข้าพเจ้ากับน้องสาวขอพ่อแม่ออกไปดูด้วยตาตนเอง และก็ได้ไปอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้ามากมายที่คล้องแขนกันเป็นแถวเดินไปตามท้องถนน ตอนแรกเรากลัวว่าจะมีคนจำได้ แต่ท้ายที่สุดเราก็ถูกกลืนหายไปกับกระแสของฝูงชนที่พากันปิติยินดีและโล่งใจที่สงครามสงบ”

อุปสรรค

Princess Elizabeth marries Philip Mountbatten

ที่มาของภาพ, PA

White Line 1 Pixel

ในช่วงหลังสงคราม เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงพบกับอุปสรรคในเรื่องที่มีพระประสงค์จะอภิเษกสมรสกับเจ้าชายฟิลิปอย่างมาก โดยหลายฝ่ายคัดค้านว่าเจ้าชายฟิลิปนั้นเป็นชาวต่างชาติ รวมทั้งมีพระอุปนิสัยโผงผางไม่เหมาะสมกับราชสำนัก แต่ในที่สุดพระเจ้าจอร์จที่หกทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ทั้งสองพระองค์อภิเษกสมรสได้ โดยพระราชพิธีมีขึ้นที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ เมื่อ 20 พฤศจิกายน 1947

เสด็จขึ้นครองราชย์

หลังการอภิเษกสมรส เจ้าหญิงเอลิซาเบธและพระสวามีซึ่งได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นดยุคแห่งเอดินบะระ ยังคงมีโอกาสได้ใช้ชีวิตครอบครัวเยี่ยงสามัญชนทั่วไปอยู่ระยะหนึ่ง โดยพระโอรสคือเจ้าชายชาร์ลส์ (พระยศในขณะนั้น) ประสูติเมื่อปี 1948 ตามมาด้วยเจ้าหญิงแอนน์ซึ่งประสูติในปีถัดมา

ในขณะเดียวกัน พระพลานามัยของพระเจ้าจอร์จที่หกกำลังเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประชวรด้วยพระโรคมะเร็งในพระปับผาสะ (ปอด) ทำให้เจ้าหญิงเอลิซาเบธในฐานะองค์รัชทายาทลำดับแรกต้องทรงออกปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อย่างเต็มที่ ส่วนดยุคแห่งเอดินบะระต้องทรงลาออกจากการรับราชการทหารเรือ เพื่อร่วมเคียงข้างพระชายาในการแบกรับพระราชภารกิจดังกล่าวด้วย

ระหว่างการเสด็จเยือนประเทศในเครือจักรภพเมื่อปี 1952 ข่าวร้ายได้มาถึงอย่างกะทันหัน ขณะที่เจ้าหญิงเอลิซาเบธและพระสวามีประทับอยู่ที่ประเทศเคนยา โดยเจ้าหน้าที่นำความกราบทูลว่า บัดนี้พระเจ้าจอร์จที่หกได้เสด็จสวรรคตและพระองค์คือสมเด็จพระราชินีนาถพระองค์ใหม่ของสหราชอาณาจักรแล้ว

Getty Images

“ข้าพเจ้าไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวมาก่อนเลย เสด็จพ่อจากไปขณะที่ยังทรงมีพระชนมายุไม่มากนัก ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องกะทันหันชนิดที่ว่า ต้องเข้ารับหน้าที่และทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทันที” สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองตรัสย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 1953 โดยมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรก แม้เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะคัดค้านก็ตาม โดยมีผู้รับชมการถ่ายทอดพระราชพิธีดังกล่าวจำนวนหลายล้านคน

ในขณะนั้น พลเมืองสหราชอาณาจักรยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากและภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองหลังสงคราม แต่การขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถพระองค์ใหม่นั้น เปรียบได้กับแสงสว่างยามรุ่งอรุณ ซึ่งเป็นความหวังแก่พวกเขาว่า ยุคแห่งความรุ่งเรืองเช่นเดียวกับรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่หนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนอาจกำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

The Queen at her Coronation in 1953

ที่มาของภาพ, PA

อย่างไรก็ตาม รัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองเปิดฉากขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงผันผวนอย่างรวดเร็วของสถานการณ์โลก ซึ่งทำให้จักรวรรดิอังกฤษต้องดำเนินมาถึงจุดจบในที่สุด โดยขณะที่เสด็จเยือนประเทศเครือจักรภพเมื่อปลายปี 1953 หลายประเทศในจำนวนนั้นซึ่งรวมถึงอินเดียต่างได้รับเอกราชและแยกตัวเป็นอิสระออกไป อย่างไรก็ตาม สิ่งเดียวที่ยังคงเชื่อมร้อยประเทศที่เป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษเอาไว้ด้วยกันได้ในยุคใหม่ คือการเป็นสมาชิกเครือจักรภพซึ่งบางส่วนยกย่องให้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองเป็นองค์ประมุขสูงสุด

นอกจากนี้ ทรงต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้งในช่วงต้นรัชสมัย โดยส่วนใหญ่มาจากการที่ต้องทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม โดยที่ทางพรรคขาดกระบวนการเลือกสรรผู้นำที่แน่นอน จนทำให้เกิดความขัดแย้งและสับสนวุ่นวายขึ้น เช่นในครั้งที่ทรงต้องเชิญนายฮาโรลด์ แม็กมิลแลน ให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังอังกฤษเผชิญวิกฤตเรื่องที่อียิปต์อ้างกรรมสิทธิ์ในคลองสุเอซเมื่อปี 1956

การโจมตีเรื่องส่วนพระองค์

The Queen with Prince Phillip and President & Mrs Eisenhower in 1957

ที่มาของภาพ, Getty Images

White Line 1 Pixel

ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของสมเด็จพระราชินีนาถ ผู้ทรงเคร่งครัดต่อความถูกต้องในบทบาทของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งอยู่เหนือการเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงใช้สิทธิในการรับทราบข้อมูลข่าวสารสำคัญจากรัฐบาล รวมทั้งทรงใช้สิทธิในการเตือนและแนะนำรัฐบาลในประเด็นต่าง ๆ อย่างจริงจังอีกด้วย

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงต้องเผชิญกับการโจมตีในเรื่องส่วนพระองค์ด้วยเช่นกัน โดยเคยมีกรณีของลอร์ดอัลทรินแชมเขียนวิจารณ์ในนิตยสารว่า ราชสำนักของพระองค์นั้นมีความเป็นชนชั้นสูงแบบอังกฤษมากเกินไป และพระองค์เองนั้นก็ไม่ทรงสามารถจะมีพระราชดำรัสง่าย ๆ ได้ โดยไม่ต้องทอดพระเนตรต้นฉบับร่าง

แม้การแสดงความเห็นดังกล่าวจะทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในหมู่ประชาชนชาวอังกฤษ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ว่ากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เป็นธรรมเนียมเก่า ๆ กำลังถูกตั้งคำถาม

จาก “สถาบันกษัตริย์” สู่ “พระราชวงศ์”

The Queen with Harold Macmillan

ที่มาของภาพ, Getty Images

White Line 1 Pixel

ด้วยการสนับสนุนของดยุคแห่งเอดินบะระ พระราชสวามีผู้ไม่โปรดความมากพิธีการและกฎเกณฑ์ที่แข็งทื่อตายตัวของราชสำนัก สมเด็จพระราชินีนาถทรงเริ่มปรับพระองค์ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ เช่นยกเลิกให้หญิงสาวผู้มีตระกูลที่เพิ่งเปิดตัวเข้าสู่วงสังคมชั้นสูง (เดบิวตอง) เข้าเฝ้า เปลี่ยนการใช้คำว่า “สถาบันกษัตริย์” (The Monarchy) เป็นคำว่า “พระราชวงศ์” (Royal Family) ซึ่งฟังดูใกล้ชิดเป็นกันเองกว่าแทน

ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเริ่มดำเนินนโยบายนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของพระราชวงศ์อังกฤษในรูปแบบที่เป็นทางการน้อยลง แต่ดูผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่าย โดยอนุญาตให้บีบีซีเข้าถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีซึ่งถ่ายทอดกิจกรรมในชีวิตประจำวันของพระราชวงศ์ที่ผู้คนไม่เคยเห็นกันมาก่อน เช่นภาพของดยุคแห่งเอดินบะระทรงย่างไส้กรอกบนเตาบาร์บีคิวกลางแจ้ง ทรงตกแต่งต้นคริสต์มาส หรือพาพระราชโอรสและพระราชธิดาไปขับรถเล่น

แม้จะมีผู้วิจารณ์ว่าภาพยนตร์สารคดีดังกล่าวทำให้สถาบันกษัตริย์คลายความขลังศักดิ์สิทธิ์ลง แต่ในอีกทางหนึ่งก็ช่วยเรียกคืนความนิยมต่อพระราชวงศ์ในหมู่ประชาชนกลับมาได้เป็นอย่างมาก โดยในพระราชพิธีรัชดาภิเษก ปี 1977 ผู้คนต่างออกมาเฉลิมฉลองกันอย่างกระตือรือร้น และบรรยากาศของงานเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีอย่างแท้จริง ซึ่งแสดงถึงความรักและชื่นชมในองค์สมเด็จพระราชินีนาถอย่างชัดเจน

Queen Elizabeth II lunches with Prince Philip and their children Princess Anne and Prince Charles at Windsor Castle in Berkshire, circa 1969. A camera (left) is set up to film for Richard Cawston's BBC documentary 'Royal Family', which followed the Royal Family over a period of a year and was broadcast on 21st June 1969.

ที่มาของภาพ, Hulton Archive / Getty Images

White Line 1 Pixel

เผชิญเรื่องอื้อฉาวของพระราชวงศ์

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ราชวงศ์อังกฤษต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่อีกครั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวและความล้มเหลวในชีวิตสมรสของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ เริ่มจากเจ้าฟ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก พระราชโอรสองค์ที่สองในสมเด็จพระราชินีนาถ ทรงหย่าร้างกับนางซาราห์ เฟอร์กูสัน พระชายา ส่วนเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระราชธิดา ก็ทรงแยกทางกับนายมาร์ก ฟิลลิปส์ พระสวามี ในขณะที่ข่าวความร้าวฉานในชีวิตสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ องค์มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงไดอานาแห่งเวลส์ เป็นที่รู้กันทั่วไปตามการรายงานของสื่อมวลชน จนกระทั่งทรงหย่าร้างกันในที่สุด

สมเด็จพระราชีนีนาถทรงตรัสเปรียบเปรยถึงปี 1992 ว่าเป็นปีที่โหดร้ายอย่างยิ่งสำหรับพระองค์ โดยสมเด็จพระราชินีนาถและองค์มกุฎราชกุมารทรงเริ่มอาสาจ่ายภาษีเงินได้เข้ารัฐในปีนี้ ซึ่งทรงหวังว่าจะทำให้สังคมและสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ แสดงความเห็นแบบเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันกษัตริย์น้อยลงกว่าที่ผ่านมา ในปีเดียวกันสมเด็จพระราชินีนาถมีพระราชดำรัสขอความเห็นใจในเรื่องการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ให้เปิดกว้างต่อสังคมยุคใหม่มากขึ้นว่า

“ไม่มีสถาบัน เมือง หรือกษัตริย์พระองค์ใด ที่ควรจะคาดหวังว่าตนจะปลอดจากการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์โดยผู้ที่มอบความจงรักภักดีและการสนับสนุนให้ เรื่องนี้ไม่ต้องไปกล่าวถึงกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับนับถือในสถาบันเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของสายใยที่ถักทอขึ้นเป็นสังคมของคนชาติเดียวกัน การตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์นั้นจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อกระทำด้วยความนุ่มนวล มีอารมณ์ขันที่ดี และมีความเห็นอกเห็นใจกัน”

Windsor Castle, the morning after the fire

ที่มาของภาพ, PA

White Line 1 Pixel

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารีสในปี 1997 ซึ่งทำให้เจ้าหญิงไดอานาแห่งเวลส์สิ้นพระชนม์ ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษอย่างมากอีกครั้ง โดยผู้คนต่างแสดงความไม่พอใจที่สมเด็จพระราชินีนาถและสำนักพระราชวังนิ่งเฉยเย็นชาต่อเหตุการณ์ที่สร้างความโศกสลดอย่างยิ่งแก่ประชาชนจำนวนมาก

หลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์อังกฤษอย่างเผ็ดร้อนในเรื่องนี้ยากที่จะเข้าใจได้ว่า สมเด็จพระราชินีนาถนั้นทรงเป็นคนรุ่นเก่าที่มักเก็บงำอารมณ์และหลีกเลี่ยงการแสดงออกอย่างฟูมฟาย แต่ในขณะเดียวกันได้ทรงทำหน้าที่ของพระอัยกีที่ดีในการปลอบโยนและอยู่เคียงข้างพระโอรสสองพระองค์ของเจ้าหญิงผู้วายชนม์ด้วย

ในที่สุด สมเด็จพระราชินีนาถได้มีพระราชดำรัสผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ โดยทรงแสดงการไว้อาลัยต่อการจากไปของพระสุนิสาซึ่งเป็นที่รักยิ่งของประชาชน ทั้งทรงให้คำมั่นอีกครั้งว่า สถาบันกษัตริย์จะปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากยิ่งขึ้น

Queen Elizabeth at the Commonwealth Heads of Government Meeting (CHOGM) in Perth, Australia, 2011

ที่มาของภาพ, AFP

พระราชกรณียกิจครั้งประวัติศาสตร์

ตลอดพระชนมชีพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่มีความสำคัญซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรและของโลกหลายครั้ง

หลังสิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่ได้มีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ โดยในครั้งนั้น ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. บุช ได้กราบบังคมทูลว่า เท่าที่ชาวอเมริกันจำได้ สมเด็จพระราชินีนาถทรงเป็น “มิตรแท้แห่งเสรีภาพ” ผู้หนึ่งมาเป็นเวลานานทีเดียว

The Queen & Prince Philip view flowers laid to commemorate the death of the Princess of Wales

ที่มาของภาพ, PA

White Line 1 Pixel

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2011 สมเด็จพระราชินีนาถทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่เสด็จเยือนสาธารณรัฐไอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการ โดยมีพระราชดำรัสในระหว่างการเยือนเรียกร้องให้ชาวไอริชมีความอดทนอดกลั้นและประนีประนอมต่อ “สิ่งที่เราต่างหวังว่าน่าจะเกิดขึ้นแตกต่างไปจากนี้ หรือไม่ควรเกิดขึ้นเลย” ซึ่งก็คือความขัดแย้งกับอังกฤษที่ผ่านมาในหน้าประวัติศาสตร์นั่นเอง

ในปีต่อมา สมเด็จพระราชินีนาถยังได้เสด็จเยือนไอร์แลนด์เหนือ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีและการจัดพระราชพิธีพัชราภิเษก โดยในโอกาสนี้ได้ทรงจับมือกับนายมาร์ติน แม็คกินเนส อดีตผู้นำขบวนการไออาร์เอซึ่งเคยเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษอีกด้วย นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากพระญาติสนิทคือลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน ถูกสังหารด้วยระเบิดของขบวนการไออาร์เอไปเมื่อปี 1979

Queen Elizabeth II accepts flowers from Royal fan Terry Hutt outside at St Paul's Cathedral, London, after a service of thanksgiving in honour of her 80th birthday

ที่มาของภาพ, PA

White Line 1 Pixel

สมเด็จพระราชินีนาถยังทรงแสดงความห่วงกังวล ในครั้งที่สกอตแลนด์จัดการลงประชามติเพื่อเตรียมแยกตัวเป็นเอกราชในปี 2014 โดยมีพระราชดำรัสกับประชาชนผู้มารอเฝ้าที่ปราสาทบัลมอรัลว่า “ข้าพเจ้านับว่ากษัตริย์หรือราชินีของอังกฤษและสกอตแลนด์ทุกพระองค์ รวมทั้งบรรดาเจ้าชายแห่งเวลส์นั้นเป็นบรรพบุรุษของข้าพเจ้า ดังนั้นจึงเข้าใจได้ดีถึงความปรารถนาที่จะแยกตัวเป็นอิสระเช่นนี้ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถลืมได้ว่า ตนเองได้ผ่านพิธีราชาภิเษกและสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์ของสหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือมาเช่นกัน” อย่างไรก็ตาม ผลการลงประชามติในครั้งนั้นยืนยันความประสงค์ของชาวสกอตที่ต้องการอยู่ร่วมในสหราชอาณาจักรต่อไป

เมื่อ 9 กันยายน 2015 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงได้เป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ โดยรัชสมัยของพระองค์นั้นยาวนานยิ่งกว่าของสมเด็จพระราชีนีนาถวิกตอเรีย พระมารดาของพระปิตามหัยกา (แม่ของปู่ทวด) ของพระองค์เอง

Martin McGuinness shakes hands with the Queen

ที่มาของภาพ, PA

White Line 1 Pixel

แม้สถาบันกษัตริย์อังกฤษในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถจะไม่ได้แข็งแกร่งมั่นคงเหมือนดังช่วงต้นรัชสมัย แต่ก็ทรงตั้งพระทัยจะให้สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นที่เคารพรักของชาวอังกฤษต่อไปตราบนานเท่านาน ดังปรากฎในพระราชดำรัสเนื่องในพระราชพิธีรัชดาภิเษกว่า

“เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ 21 ปี ได้ให้คำมั่นกับตนเองว่าจะอุทิศชีวิตเพื่อรับใช้ประชาชน และได้ขอประทานพรจากพระเจ้าเพื่อให้ความหวังนั้นสำเร็จด้วยดี แม้การตั้งปณิธานนี้จะมีขึ้นในสมัยที่ข้าพเจ้ายังมีความคิดอ่านที่สับสนวุ่นวาย และยังอ่อนด้อยต่อการใช้วิจารณญาณนัก แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเสียใจที่ได้ตั้งใจไว้เช่นนี้ และจะไม่ขอถอนคำพูดแม้แต่คำเดียว”

….

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

White Line 1 Pixel

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ควีนเอลิซาเบธ 2