ศาลทรัพย์สินทางปัญญา – นิติศาสตร์ปรีดี DPU ปั้นนักกฎหมาย DNA ใหม่รับมือยุคดิจิทัล
คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU บูรณาการร่วมกับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ส่งต่อความรู้สัญจร ปั้นนักกฎหมาย DNA ใหม่รับมือยุคดิจิทัล
คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จัดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการความรู้หัวข้อ “กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใกล้ตัวในยุคดิจิทัล” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใกล้ตัวในยุคดิจิทัลและสร้างแรงบันดาลใจทางวิชาชีพให้แก่นักศึกษากฎหมายรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศูนย์เรียนรู้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศสัญจร ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยมี ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ กล่าวต้อนรับพร้อมเน้นย้ำถึงความผูกพันในฐานะอดีตเลขานุการศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ คนแรกที่พร้อมสนับสนุนนโยบายศาลเชิงรุกเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางกฎหมายให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลตามนโยบายศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้เชี่ยวชาญทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การบรรยายกฎหมายเฉพาะทางเชิงลึก นิทรรศการศูนย์เรียนรู้สัญจรแสดงประวัติศาสตร์และกลไกการคุ้มครองสิทธิ ตลอดจนเกมตอบคำถามจากกรณีศึกษาคดีดังเพื่อสร้างความเข้าใจที่ยั่งยืนให้แก่บุคลากรทางกฎหมายรุ่นใหม่

ในโอกาสนี้ ดร. สุทธิพล ยังระบุว่า มิติการเรียนรู้ที่เคลื่อนที่เข้าหาประชาชนเป็นก้าวสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ที่เดินหน้าการให้บริการความรู้ด้านกฎหมายเชิงรุก โดยมีการจัดหลักสูตร Super LBA ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง ควบคู่ไปกับหลักสูตรปริญญาตรีและหลักสูตรปริญญาโท เพื่อเปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลและปรับตัวเข้ากับสหวิทยาการได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นการผลิตบุคลากรคุณภาพสู่กระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ยังมุ่งมั่นสร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่มี DNA แห่งความรอบรู้ ทั้งด้านกฎหมายและสหวิทยาการอื่นๆ เพื่อให้สามารถเป็นที่พึ่งทางกฎหมายแก่ประชาชนและสร้างความยุติธรรมในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งเตรียมนำนักศึกษาหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 เข้าศึกษาดูงานและเรียนรู้กระบวนการพิจารณาคดี ณ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ทางด้านเป้าหมายการยกระดับระบบยุติธรรมไทยเพื่อรองรับข้อพิพาททางธุรกิจในปัจจุบัน ท่ามกลางปริมาณคดีความที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ดร. สมบัติ พฤฒิพงศภัค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ระบุถึงความสำคัญของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมว่า ศาลยุติธรรมได้ปรับเปลี่ยนสโลแกนเดิมจากที่พึ่งสุดท้าย มาเป็น “ที่พึ่งแรกของประชาชน” เพื่อลดปริมาณคดีที่มีสูงถึงประมาณ 2 ล้านคดีต่อปี

ดร. สมบัติ อธิบายเพิ่มเติมว่า การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องเป็นกลไกที่ช่วยให้คู่กรณีตกลงกันได้โดยไม่ต้องมีทนายความและไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล ทำให้เกิดความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคมดิจิทัลได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง
ขณะเดียวกัน ดร. สมบัติ ยังให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ โดยชี้แจงว่า ผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของระบบคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิดของมนุษย์ พร้อมย้ำเตือนว่าชุดคำสั่งหรือ Prompt ที่มนุษย์เรียบเรียงขึ้นเองอาจได้รับความคุ้มครองในฐานะงานเขียนหากมีความเป็นต้นฉบับเพียงพอ นักกฎหมายรุ่นใหม่จึงควรใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงผู้ช่วยในการประมวลข้อมูลเพื่อรักษาศักยภาพการคิดวิเคราะห์ของตนเองเนื่องจาก “ปัญญาของมนุษย์คือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่”
ในส่วนของกฎหมายสิทธิบัตรนั้น ดร. สมบัติ ให้ข้อมูลว่า เป็นการคุ้มครองนวัตกรรมที่ต้องผ่านการจดทะเบียน โดยต้องเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เฉกเช่นวิวัฒนาการของเครื่องบินสู่ยานอวกาศที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่อุตสาหกรรมสากล พร้อมระบุเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง “สิทธิบัตรการประดิษฐ์” ที่มีระดับการพัฒนาสูงขึ้นกับ “อนุสิทธิบัตร” ที่เป็นการปรับปรุงประโยชน์ใช้สอย เพื่อให้ผู้ประกอบการเลือกใช้เครื่องมือคุ้มครองสิทธิได้อย่างถูกต้อง ส่วนเครื่องหมายการค้านั้นเน้นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น คดีสตาร์บัง หรือคดีปังชา ที่ต้องอาศัยการจดทะเบียนเพื่อป้องกันความสับสนของผู้บริโภค
ทางด้าน นางรพีพรรณ จันทราทิพย์ ผู้พิพากษาสมทบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์แก่นักศึกษาเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นนอกเหนือจากตำรากฎหมาย อันประกอบด้วยความเข้าใจในผู้คน ระบบเทคโนโลยี และการติดต่อสื่อสารภาษาต่างประเทศ พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการตั้งเป้าหมายชีวิตทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อก้าวเดินสู่ความฝันในวิชาชีพอย่างมั่นคง
นอกจากนี้ สำหรับนักศึกษานิติศาสตร์ เส้นทางสู่การเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 สนามหลัก ได้แก่ สนามใหญ่ (จบปริญญาตรีและเนติบัณฑิต) สนามเล็ก (จบปริญญาโทในประเทศ) และสนามจิ๋ว (จบปริญญาโทต่างประเทศ 2 ใบ) ซึ่งระบบศาลยุติธรรมเป็นหน่วยงานที่รับประกันความก้าวหน้าในวิชาชีพได้อย่างชัดเจน
ภายในงานยังมีกิจกรรมประลองความรู้ผ่านกรณีศึกษาคดีดัง 10 ข้อ บนระบบออนไลน์ ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง “กระทงลายการ์ตูนลิขสิทธิ์” ซึ่งเป็นงานฝีมือประดิษฐ์ของ นางเกษรทิพย์ นิวาสวุฒิกิจ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่ตั้งใจทำมาจัดแสดงเป็นสื่อการสอนให้เยาวชนเห็นภาพการละเมิดสิทธิในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน โดยมี นางสาวจริมจิต พันธ์ทวี เลขานุการศาลฯ และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้เกียรติมอบรางวัลสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษาผู้ชนะการทดสอบ
สำหรับความสำเร็จของกิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่มอบความรู้เฉพาะทาง แต่ยังเป็นการบูรณาการระหว่างสถาบันตุลาการและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ระบบเศรษฐกิจและกระบวนการยุติธรรมของไทย โดย ดร. สมบัติ ได้ฝากข้อคิดสร้างแรงบันดาลใจทิ้งท้ายแก่นักศึกษา โดยเน้นย้ำว่า ทรัพย์สินทางปัญญาของมนุษย์คือสิ่งที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไม่สิ้นสุด และเปรียบเสมือน “ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” ในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและการแข่งขันทางการค้าในเวทีโลก ซึ่งคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องตระหนักถึงการปกป้องและใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพ
“ทรัพย์สินทางปัญญาของมนุษย์คือสิ่งที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไม่สิ้นสุด เพราะความรู้นั้นสามารถนำไปต่อยอดจากสิ่งเดิมและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เสมอ ซึ่งความรู้ความเข้าใจที่ได้รับในวันนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการละเมิดสิทธิ และเป็นพื้นฐานในการประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เพื่อร่วมกันสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ระบบเศรษฐกิจและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยต่อไปในอนาคต”