เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

’เสก โลโซ’ กับรอยยิ้มนักสู้ บทเรียนธุรกิจ 100 ล้าน ในวันที่ ‘มูลค่าชีวิต’ ชนะ ’มูลค่าธุรกิจ’

25 มิ.ย. 2569 | 13:17น.
ภาพจาก SEK LOSO

ภาพจาก SEK LOSO

เปิดเบื้องลึกเส้นทางชีวิต 30 ปีของ “เสกสรรค์ ศุขพิมาย” จากเด็กต่างจังหวัดสู่จุดสูงสุดของร็อกสตาร์เมืองไทย กางพอร์ตโฟลิโอธุรกิจสินค้าและเอนเตอร์เทนเมนท์แบรนด์ “โลโซ” ที่สูญเงินหลักร้อยล้านบาทในสนามเครื่องดื่มชูกำลัง เจาะลึกโครงสร้าง 3 บริษัทสุดท้ายที่ยังเดินหน้า พร้อมบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับการคัมแบ็กของ “LOSO Original” ในรอบกว่าสองทศวรรษหลังผ่านมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ที่สุด

แสงไฟ มรสุม และอิสรภาพของ “ราชาร็อกแอนด์โรล” เมืองไทย

เช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง จังหวัดเพชรบุรี สปอตไลท์ทุกดวงของสังคมไทยและสื่อมวลชนทุกแขนงต่างจับจ้องไปที่ประตูรั้วของทัณฑสถาน เมื่อ “เสกสรรค์ ศุขพิมาย” หรือ “เสก โลโซ” นักร้องและมือกีตาร์ระดับตำนานของวงการเพลงร็อกไทย ได้ก้าวเท้าออกมารับอิสรภาพอีกครั้ง ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยลดโทษและเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ โดยต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติและติดตั้ง กำไล EM จนกว่าจะครบกำหนดพ้นโทษตามกฎหมาย

ภาพของร็อกสตาร์วัย 51 ปี ที่หลั่งน้ำตาแห่งความตื้นตันพร้อมโผเข้ากอดครอบครัวและกลุ่มมิตรสหาย เป็นภาพสะท้อนถึงจุดตัดครั้งสำคัญของชีวิตผู้ชายที่ชื่อ เสก โลโซ” เส้นทางชีวิตของเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวของนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในยุค 90 เท่านั้น แต่ยังเป็นมหากาพย์ชีวิตที่เดินทางผ่านจุดสูงสุด จุดต่ำสุด มรสุมกฎหมาย และความพยายามครั้งยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนสถานะจาก “ศิลปินมหาชน” สู่ “เจ้าสัวร็อกสตาร์” ในโลกธุรกิจ การกลับมาในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การกลับคืนสู่เวทีคอนเสิร์ตเพื่อกวาดรายได้หลักล้านในเวลาอันรวดเร็ว แต่คือบทพิสูจน์บทใหม่ในการบริหารจัดการทั้งชีวิตส่วนตัว งานศิลปะ และพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่เคยเผชิญภาวะขาดทุนกว่าร้อยล้านบาท

จากดินสู่ดาว เส้นทางชีวิตและคลังผลงานเพลง “โลโซไซตี้”

เด็กหนุ่มจากอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ที่หิวกระเป๋าและกีตาร์คู่ใจเข้ามาตระเวนเล่นดนตรีอาชีพตามผับในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด คือจุดเริ่มต้นของ เสกสรรค์ ศุขพิมาย ก่อนที่โชคชะตาและการผลักดันของ More Music ค่ายเพลงในเครือ GMM Grammy จะทำให้เขา ร่วมกับเพื่อนนักดนตรีอีกสองคน คือ ใหญ่-กิตติศักดิ์ โคตรคำ (กลอง) และ รัฐ – อภิรัฐ สุขจิตร (เบส) แจ้งเกิดวงดนตรีสามชิ้นในนาม “โลโซ” (LOSO) ขึ้นในปี 2539

ชื่อวงที่จงใจล้อเลียนคำว่า “ไฮ-โซ” (High Society) เพื่อสะท้อนถึงรากเหง้าชนชั้นล่างของกลุ่ม กลับกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย ดนตรีแนวร็อกแอนด์โรลที่มีเนื้อหาเรียบง่าย ฟังเข้าใจง่าย แต่แฝงด้วยลายเซ็นการเรียบเรียงกีตาร์ที่เฉียบคม ส่งให้ผลงานชุดแรกอย่าง “Lo Society” ในปี 2539 ประกาศศักดาอย่างงดงาม

ตลอดระยะเวลาการทำงานในนามวงโลโซ และการก้าวสู่ศิลปินเดี่ยวในชื่อ “เสก โลโซ” หลังจากยุบวงในปี 2546 เขาได้สร้างสรรค์สตูดิโออัลบั้มและผลงานเพลงพิเศษไว้มากมาย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักได้ ดังนี้

สตูดิโออัลบั้มในนามวง “โลโซ” (LOSO)

  • Lo Society (2539): อัลบั้มเปิดตัวที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยเพลง “ไม่ต้องห่วงฉัน”, “ฉันหรือเธอ (ที่เปลี่ยนไป)” และ “เราและนาย”
  • Entertainment (2541): อัลบั้มที่ผลักดันให้วงขึ้นสู่จุดสูงสุด ด้วยเพลงฮิตระดับชาติอย่าง “ซมซาน”, “อะไรก็ยอม” และ “แม่”
  • Rock & Roll (2542): อัลบั้มนี้ กลาง-ณัฐพล สุนทรานู เข้าร่วมเป็นสมาชิกตำแหน่งเบส ผลงานที่ตอกย้ำความเป็นราชาเพลงร็อก ด้วยแทร็กดังอย่าง “ใจสั่งมา” และ “ร็อกแอนด์โรล”
  • Losoland (2544): อัลบั้มที่ทดลองซาวด์ดนตรีใหม่ๆ มีเพลงเด่นอย่าง “เข้ามาเลย” และ “รอยยิ้มนักสู้”
  • ปกแดง (2544): ผลงานทิ้งทวนของไลน์อัปดนตรีสามชิ้นที่มีเพลง “พันธ์ทิพย์” และ “ฝนตกที่หน้าต่าง”

สตูดิโออัลบั้มในฐานะศิลปินเดี่ยว “เสก โลโซ” (SEK LOSO)

หลังจากแยกย้ายกับเพื่อนร่วมวง เสก โลโซ ยังคงเดินหน้าผลิตงานเพลงอย่างต่อเนื่องภายใต้การดูแลของ More Music ในเครือ GMM Grammy และต่อมาในค่ายของตนเอง:

  • ๗ สิงหา (2546): อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกที่ตั้งชื่อตามวันเกิดของเขา มีเพลงอมตะอย่าง “ผู้ชนะ” และ “เคยรักฉันบ้างไหม”
  • The Collection (2548): การรวบรวมงานเพลงและแต่งเพลงใหม่เพิ่มเติม
  • Black & White (2549): อัลบั้มที่โชว์ด้านที่ลึกซึ้งและดุดันขึ้น
  • SEK LOSO (2552): อัลบั้มชื่อเดียวกับตัวเอง ตอกย้ำแบรนด์บุคคลอย่างมั่นคง
  • ใหม่ (2553) และ Plus (2553): การต่อยอดงานดนตรีในยุคเปลี่ยนผ่าน
  • I’M BACK (2556): ผลงานการกลับมาหลังจากเผชิญมรสุมชีวิตระลอกแรก

ความสำเร็จของผลงานเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ยอดขายแผ่นซีดีหรือเทปคาสเซ็ตรวมหลายล้านตลับในอดีต แต่เพลงของโลโซยังสร้าง “ลิขสิทธิ์กินยาว” ที่สร้างรายได้จากค่าลิขสิทธิ์การเปิดเพลง ดิจิทัลดาวน์โหลด และสตรีมมิ่งมาจนถึงปัจจุบัน ยืนยันได้จากยอดวิวและยอดฟังในแพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ Spotify ที่ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องแม้เวลาจะผ่านไปร่วม 30 ปี

ร็อกสตาร์เนื้อหอม สู่บทบาท “พรีเซนเตอร์” มูลค่าหลายล้าน

ด้วยภาพลักษณ์ความเป็นศิลปินมหาชน ขวัญใจคนใช้แรงงาน และวัยรุ่นทั่วประเทศ ทำให้ในยุคที่วงการโฆษณาไทยรุ่งเรืองที่สุด เสก โลโซ กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของแบรนด์สินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องการเจาะตลาดแมส (Mass Market) การเป็นพรีเซนเตอร์ของเขาไม่ใช่แค่การยืนถือสินค้า แต่เป็นการใช้ “ตัวตน” และ “ดนตรี” เข้าไปผสมผสานกับแคมเปญโฆษณา

หนึ่งในประวัติศาสตร์ความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุดคือ แคมเปญโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง “M-150” ของค่ายโอสถสภา ซึ่งเสก โลโซ ได้ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์หลักในกลุ่ม “พลังมหาชน” ร่วมกับศิลปินร็อกชั้นนำอย่าง ตูน บอดี้สแลม และหนุ่ย อำพล ลำพูน ภาพลักษณ์ของความสู้ชีวิตและพลังงานที่เต็มเปี่ยมสามารถผลักดันให้ยอดขายของแบรนด์ทะลุเป้าหมาย และทำให้เพลงประกอบโฆษณาอย่าง “เท่อย่างไทย” หรือ “ผู้ชนะ” กลายเป็นเพลงฮิตที่เปิดในทุกเทศกาล

นอกจากนี้ เขายังเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับรถจักรยานยนต์ออโตเมติก Yamaha Nouvo MX ซึ่งเปิดตัวในปี 2547 โดยโฆษณาชุดนี้ถือเป็นระดับตำนานที่นำร็อคสตาร์เบอร์หนึ่งมาจับคู่กับความเท่ ดุดัน และความแรงตามสไตล์ชาวร็อค  ซึ่งรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์ในแต่ละสัญญานั้นประเมินว่าไม่ต่ำกว่าหลักเจ็ดถึงแปดหลักต่อปี

ถอดโมเดลธุรกิจแบรนด์ “โลโซ” จากความฝันเจ้าสัว สู่บทเรียน 100 ล้าน

ความพ่ายแพ้ในสนามธุรกิจของร็อกสตาร์ระดับประเทศ กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับนักวิเคราะห์การตลาด เสก โลโซ เคยเปิดเผยแนวคิดในการทำธุรกิจผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งว่า เขาไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจของค่ายเพลงใหญ่ในเรื่องการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ ประกอบกับความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในความแข็งแกร่งของชื่อแบรนด์ “LOSO” ที่สร้างสมบารมีมานานกว่าสองทศวรรษ เขาจึงมีแนวคิดที่จะใช้กลยุทธ์ “Integrate ธุรกิจกับดนตรี” ให้เข้ามาเป็นเนื้อเดียวกัน

ในช่วงปี 2558 เป็นต้นมา เสก โลโซ ได้ประกาศจัดตั้ง บริษัท โลโซ โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อเป็นบริษัทโฮลดิ้งในการควบคุมกิจการในเครือทั้งหมด โดยมีการแตกไลน์สินค้าและบริการออกสู่อลาดอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ภายใต้โครงสร้างธุรกิจเดิมที่เคยจดทะเบียนไว้ถึง 8 บริษัท ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าไลฟ์สไตล์ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่

สินค้าและแบรนด์ “โลโซ” ที่เคยวางตลาด

  1. เครื่องดื่มชูกำลัง “โลโซ ดี” (LOSO D): สินค้าเรือธงที่เสกตั้งเป้าหมายจะนำไปแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในตลาดอย่าง คาราบาวแดง และกระทิงแดง โดยใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองและการกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีก
  2. สมาร์ทโฟน “Loso Smart Phone” (รุ่น LS1 ใจสั่งมา): โทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่เปิดตัวด้วยราคาจับต้องได้ โดดเด่นด้วยโลโก้วงโลโซและวอลเปเปอร์รูปเสก โลโซ เจาะกลุ่มแฟนคลับขาร็อก
  3. น้ำดื่มตรา “โลโซ” (Loso Drinking Water): น้ำดื่มสะอาดบรรจุขวดที่เน้นวางจำหน่ายในงานคอนเสิร์ตและร้านค้าเครือข่าย
  4. เบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท โลโซ บีแอนด์เอ จำกัด ที่หวังจะสร้างสุราทางเลือก
  5. เครื่องดนตรีและกีตาร์แบรนด์ Loso: กีตาร์โปร่งและกีตาร์ไฟฟ้าดีไซน์เฉพาะตัวสำหรับผู้เริ่มต้น เพื่อตอบสนองกลุ่มนักดนตรีที่เป็นแฟนเพลง
  6. ร้านสะดวกซื้อ “โลโซ 22”: โมเดลมินิมาร์ตหรือร้านโชห่วยสมัยใหม่ที่ตั้งเป้าขยายสาขาไปตามชุมชนต่างๆ

ธุรกิจที่ต้องปิดตัวลงและบทเรียน “สายป่านสั้น”

แม้สินค้าจะได้รับความสนใจในช่วงเปิดตัวจากกระแสความดังของตัวศิลปิน แต่ในโลกธุรกิจของสินค้าอุปโภคบริโภค มีปัจจัยที่ซับซ้อนกว่านั้น เสก โลโซ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาผ่านรายการข่าวว่า เขาต้องสูญเสียเงินทุนไปมากกว่า 100 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 2 ปี จากความล้มเหลวในการผลักดันเครื่องดื่มชูกำลังและสินค้าอื่นๆ

สาเหตุหลักมาจาก

  • ปัญหาระบบโลจิสติกส์และช่องทางการจัดจำหน่าย: สินค้าของโลโซไม่สามารถเจาะเข้าสู่ชั้นวางของร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ระดับประเทศได้ เนื่องจากค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่สูงลิ่ว และเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวด
  • การจ้างผลิตภายนอก (OEM): ในช่วงแรกธุรกิจใช้วิธีจ้างโรงงานอื่นผลิต ทำให้ไม่สามารถควบคุมต้นทุนขายและอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีพอเมื่อเทียบกับเจ้าตลาดที่มีโรงงานของตนเอง
  • สงครามราคาและงบการตลาด: เจ้าตลาดเดิมมีงบประมาณในการทำโปรโมชั่นและการโฆษณาที่เหนือกว่าหลายเท่าตัว ขณะที่แบรนด์โลโซอาศัยเพียงกระแสออนไลน์และบารมีส่วนตัวของเสก ซึ่งไม่เพียงพอในการสร้างยอดซื้อซ้ำในระยะยาว

ในที่สุด ธุรกิจหลายประเภท เช่น สมาร์ทโฟน ร้านสะดวกซื้อ และเครื่องดื่มชูกำลังในสเกลใหญ่ จำเป็นต้องหยุดชะงักและปิดตัวลงไป โดยปล่อยให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกลายเป็นสถานะร้างหรือหยุดดำเนินกิจการ

เสกยังเคยเล่าผ่านรายการ กรรมการข่าว คุยนอกจอ ว่า หลังจากหย่ากับภรรยา ก็มีความคิดจะเอาเงินไปต่อยอดตาม “คาราบาวแดง” ที่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับลูกน้องมาเสนอว่า ทำอันนี้สิ มันขายได้ ซึ่งมันก็ขายได้จริงในช่วงนั้น แต่พอจะไปสู้ยี่ห้ออื่นกลับสู้เขาไม่ได้

เขายอมรับว่า ต้องใช้เงินจำนวนมาก ในตอนนั้นยังจ้างคนผลิต แต่ก็ยังเข้าร้านสะดวกซื้อไม่ได้ เนื่องจากมีเจ้าของตลาดอยู่แล้ว ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังใช้เงิน 36,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันเงินหลักร้อยล้านของเรา มันขี้ปะติ๋วมาก ด้วยสถานะของเจ้าตลาดที่ยังครองพื้นที่ เสกเล่าว่าเคยเข้าไปคุยแล้ว แต่เขาก็เกรงใจเจ้าถิ่น

ตอนที่ศึกษาการตลาดในร้านสะดวกซื้อว่าต้องมีสินค้าสต๊อก 3 เดือนถึงจ่ายเงินให้ แต่เขาไม่มีทุนมากมายขนาดนั้น ก็เลยเจ๊ง เงินหายไปร้อยล้านกับ 2 ปีที่ทำ

“ผมทำหมดทุกอย่าง ทำเพลง ซื้อโฆษณา ลูกน้องก็เอาไปทำการตลาด ตั้งบูทแจกทดลองกิน สู้มา 2 ปี ผมบอกว่าถ้าหมด 100 ล้านผมพอเลย เพราะต้องเก็บเงินไว้ทำอย่างอื่นต่าง ๆ นานา”

ก่อนที่เขาจะยอมรับว่า สำหรับเรื่องธุรกิจเขาคิดการใหญ่เกินไป ถ้าไม่ดิ้นรนก็ไม่เสีย 100 ล้าน เสียดายแต่ก็ต้องตัดใจ เขาคิดว่าจะดูแลทุกคน ทั้งครอบครัวและคนที่ทำดนตรีด้วยกัน ถ้าทำโลโซดีแล้วประสบความสำเร็จก็จะดูแลได้หมด แต่มันก็ผ่านไปแล้ว

เอกซเรย์ 3 บริษัทสุดท้ายของ “ศุขพิมาย” ที่ยังคงหมุนต่อ

แม้จะเจ็บตัวจากภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ในแง่ของ  Core Business ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาและความบันเทิง แบรนด์โลโซยังคงมีความแข็งแกร่ง ข้อมูลผลประกอบการล่าสุดจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2568 พบว่าพอร์ตธุรกิจของเสก โลโซ ได้ถูกบีบอัดจนเหลือเพียง 3 บริษัทหลัก ที่ยังคงมีสถานะดำเนินกิจการอยู่ ดังนี้

1. บริษัท ศุขพิมาย จำกัด ดำเนินธุรกิจประกอบกิจการด้านความบันเทิง จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 ด้วย

  • ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท
  • มูลค่าบริษัท 2,043,694 บาท
  • ผลประกอบการปี 2567 รายได้รวม 101,011 บาท ขาดทุนสุทธิ 160,299 บาท

2. บริษัท โลโซ เอนเทอร์เทนเมนท์ จำกัด ดำเนินธุรกิจบริการด้านการบันเทิง จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2540

  • ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท
  • มูลค่าบริษัท 32,883,817 บาท
  • ผลประกอบการปี 2566 รายได้รวม 3,176,041 บาท กำไรสุทธิ 635,784 บาท

3. บริษัท โลโซ-ดี จำกัด ดำเนินธุรกิจประกอบกิจการด้านบันเทิง จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

  • ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท
  • มูลค่าบริษัท -5,143,904 บาท
  • ผลประกอบการปี 2566 รายได้รวม 1,220,000 บาท กำไรสุทธิ 793,306 บาท

จะเห็นได้ชัดเจนว่า บริษัท โลโซ เอนเทอร์เทนเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เก่าแก่ที่สุด (ตั้งขึ้นตั้งแต่ยุคที่วงโลโซกำลังโด่งดังสุดขีด) คืออู่ข้าวอู่น้ำที่แท้จริงของร็อกสตาร์รายนี้ บริษัทนี้ทำหน้าที่รับงานแสดงคอนเสิร์ต บริหารคิวงาน และจัดการรายได้จากการแสดงสด ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ได้ดีที่สุดและมีความเสี่ยงต่ำที่สุด เนื่องจากไม่ต้องแบกรับต้นทุนจมจากการสต็อกสินค้าเหมือนธุรกิจ FMCG

คืนรัง “LOSO Original” และประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึก

ท่ามกลางมรสุมทางธุรกิจและปัญหาสุขภาพส่วนตัว สิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนเพลงของโลโซมีความหวังเสมอก็คือ “ดนตรี” เพราะในปี 2567 เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการเพลงไทย เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า “LOSO Original” สมาชิกยุคออริจินัลทั้ง 3 คน (เสก, ใหญ่, กลาง) ได้หันหน้าเข้าหากัน ปรับความเข้าใจในอดีตหลังจากแยกย้ายกันไปนานถึง 23 ปี

เสก โลโซ ได้เปิดใจถึงวินาทีประวัติศาสตร์นั้นว่า การกลับมาครั้งนี้เพราะผมไม่ได้เจอใหญ่กับพี่กลางนานแล้ว มีความคิดถึงกัน พอนัดเจอกัน ปรับความเข้าใจในเรื่องเก่าๆ พอได้กอดกันก็น้ำตาซึม รู้สึกทันทีว่าเราต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ด้วยกัน”

การรวมตัวดังกล่าวรังสรรค์ออกมาเป็นแคมเปญคอนเสิร์ตใหญ่ “28 YRS LOSO WE ARE THE ROCK & ROLL CONCERT” จัดขึ้นที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยเป็นการรวมตัวของสมาชิกวง LOSO (Original) แบบเต็มวงในรอบ 23 ปี เมื่อวันที่ 6 -7 กรกฎาคม 2567 ซึ่งการกลับมาร่วมเล่นดนตรีและบันทึกภาพร่วมกันของพวกเขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า แบรนด์ “โลโซ” ในฐานะวงดนตรีที่เยี่ยมที่สุดแห่งยุคนั้นไม่มีวันตาย

มรสุมกฎหมาย บทเรียนในเรือนจำ และอิสรภาพภายใต้กำไล EM

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดในชีวิตของเสก โลโซ คือคดีความทางกฎหมายที่ลากยาวมาหลายปี คดีความที่เกิดจากพฤติกรรมสุดโต่งและการก้าวพลาดในอดีต ส่งผลให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ให้จำคุกเสก โลโซ เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน 20 วัน ในคดีฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ และเสพยาเสพติด

การเข้าสู่เรือนจำของร็อกสตาร์อันดับหนึ่งของประเทศสร้างความตกใจให้กับแฟนเพลง ทว่า ในระหว่างการถูกควบคุมตัว เสกสรรค์ ศุขพิมาย ได้ปฏิบัติตนตามระเบียบวินัยของกรมราชทัณฑ์อย่างเคร่งครัด จนได้รับการคัดเลือกให้เข้าอบรมโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ หลักสูตร การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขัง” ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริฯ ณ เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง เป็นเวลา 5 เดือน

กระทั่งเมื่อมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 เสก โลโซ จึงได้รับการอภัยลดโทษเป็นเวลา 5 เดือน 20 วัน ส่งผลให้ผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ จากการอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569 และนำมาสู่การปล่อยตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569 รวมระยะเวลาที่รับโทษจริงในเรือนจำทั้งสิ้น 1 ปี 1 เดือน 9 วัน

ในวันปล่อยตัว เสกสรรค์เปิดเผยต่อสื่อมวลชนด้วยความตื้นตันและคราบน้ำตาว่า

“อยู่ในเรือนจำแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลา 1 ปี 1 เดือน 13 วัน แต่รู้สึกว่ายาวนานมากจึงไม่อยากให้ใครก้าวพลาดแบบอีก ไม่อยากให้ทุกคนไปยุ่งกับยาเสพติดและสิ่งที่ผิดกฎหมาย”

อย่างไรก็ตาม อิสรภาพครั้งนี้มาพร้อมเงื่อนไข เสก โลโซ จะต้องสวมใส่ กำไล EM และปฏิบัติตามเงื่อนไขของพนักงานคุมประพฤติอย่าง strict จนกว่าจะครบกำหนดพ้นโทษจริงในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2570

“พักโทษแต่ไม่พักงาน” มูลค่าตลาดที่ยังหอมหวานของเสก โลโซ

สิ่งที่น่าจับตามากที่สุดหลังจากการพ้นประตูเรือนจำของเสก โลโซ คือ “มูลค่าทางธุรกิจ” ของชายผู้นี้ ทันทีที่ข่าวการปล่อยตัวแพร่สะพัดออกไป เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเสก โลโซ ได้มีการเคลื่อนไหวอัปเดตตารางงานคอนเสิร์ตทันที โดยมีคิวงานยาวเหยียดข้ามเดือน และประเดิมเวทีแรกในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นี้ทันที

ขณะที่เอเจนซี่และผู้จัดงานคอนเสิร์ตประเมินว่า เรตค่าตัวสำหรับการจ้างงาน เสก โลโซ ในปัจจุบัน (รูปแบบวง SEK LOSO เต็มวง) อยู่ที่ประมาณ 300,000 – 360,000 บาทขึ้นไปต่อหนึ่งโชว์ (อ้างอิงจาก https://www.thai2music.com/artist/sek-loso)  เมื่อคำนวณจากตารางงานที่หลั่งไหลเข้ามามากกว่า 36 งานในช่วงเดือนเศษหลังจากนี้ คาดว่าเสก โลโซ จะสามารถสร้างรายได้กลับคืนมาได้ไม่น้อยกว่า 10,000,000 ถึง 13,000,000 บาท ในเวลาอันรวดเร็ว รายได้ก้อนนี้ยังไม่นับรวมส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์เพลงเก่าๆ ที่จะถูกสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้นจากกระแสความสนใจของสังคม

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกของธุรกิจบันเทิง บารมีและแบรนด์บุคคล” ของเสก โลโซ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และทรงพลังสูงสุด แม้ว่าเขาจะเคยล้มเหลวในสนามธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคจนสูญเงินนับร้อยล้าน หรือต้องเผชิญวิกฤตศรัทธาจากคดีความ แต่เมื่อใดก็ตามที่เขากลับมายืนถือกีตาร์อยู่หลังไมโครโฟน “พื้นที่ปลอดภัย” และ “เหมืองทองคำ” ของเขาก็พร้อมจะเปิดต้อนรับเสมอ

บทเรียนราคาแพงจากทั้งในคุกและนอกคุก น่าจะเป็นเข็มทิศเล่มใหม่ที่ทำให้ร็อกสตาร์มหาชนผู้นี้ เดินหน้าบริหารจัดการ “บริษัท โลโซ เอนเทอร์เทนเมนท์ จำกัด” และค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในตัวเองอย่างมีสติและมั่นคงยิ่งขึ้น ปิดฉากฝันร้ายในอดีต สู่การจารึกหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีร็อกแอนด์โรลที่แท้จริงของเมืองไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนดัง เสก โลโซ