BOI – อว. – DPU ดันหลักสูตร “ปรุงสุข” สถาปนิกสุขภาพยุคใหม่
ปรุงสุข DPU ยกระดับ ‘Health Architect’ ปั้นสถาปนิกสุขภาพยุคใหม่ ผสานนวัตกรรม Gen-AI และยุทธศาสตร์ ‘4 ส’ ขับเคลื่อนธุรกิจเวลเนสสู่เวทีโลก
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผนึกกำลัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขับเคลื่อนหลักสูตร “ปรุงสุข” ภายใต้โครงการ Skill Bridge เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ เพื่อยกระดับบุคลากรสู่การเป็น Health Architect หรือสถาปนิกสุขภาพที่เชี่ยวชาญการบูรณาการศาสตร์โภชนบำบัดเชิงรุกเข้ากับนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมสุขภาพระดับสากล
โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ อาจารย์สถาวร เลิศสุวรรณกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรธุรกิจการบิน วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CADT-DPU) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เทคโนโลยี AI และเชฟเสาวกิจ ปรีเปรม จากสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทย โดยอาจารย์สถาวรได้นำเสนอหัวใจสำคัญของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ หรือ Generative AI ผ่านแพลตฟอร์ม MeiGen.ai เพื่อการตลาดสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถืออย่างเป็นระบบ
อาจารย์สถาวร เลิศสุวรรณกุล เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า การใช้ Generative AI เพื่อการตลาดสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพนั้น มนุษย์ต้องปรับบทบาทจากคนทำมาเป็นผู้ควบคุม และตรวจสอบคุณภาพผ่านยุทธศาสตร์ “4 ส” ซึ่งประกอบด้วย “สั่ง-ส่อง-สืบ-สงสัย” โดยกระบวนการแรกคือการ “สั่ง” หรือ Prompting ที่ต้องอาศัยระบบ Few-Shot Prompting ด้วยการกำหนดบทบาทตัวตนชัดเจนในรูปแบบ Persona พร้อมระบุภารกิจหรือ Task รวมถึงให้บริบทและข้อจำกัดให้ครบถ้วนเพื่อให้เทคโนโลยีสามารถเลียนแบบความคิด และผลิตงานออกมาได้ตรงตามบริบทที่ต้องการมากที่สุด
นอกจากนี้ อาจารย์สถาวรยังอธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคในขั้นตอน “ส่อง” เพื่อตรวจสอบคุณภาพแบบ Quality Control โดยมนุษย์ต้องทำหน้าที่ขัดเกลาความลื่นไหลและเติมแต่งประสบการณ์ส่วนตัวหรือ Human Touch ลงในเนื้อหา ขณะเดียวกันต้องอาศัยกระบวนการ “สืบ” หรือการสนทนาต่อเนื่องที่เรียกว่า Iterative Process เพื่อดึงศักยภาพของเทคโนโลยีออกมาให้เหนือกว่าฉบับร่างเบื้องต้น พร้อมทั้งยึดหลัก “Trust, but Verify” หรือการ “สงสัย” เพื่อตรวจสอบแหล่งอ้างอิง และป้องกันอาการหลอนที่เรียกว่า Hallucination ที่อาจสร้างข้อมูลเท็จเข้ามาปะปนในเนื้อหา

สำหรับในโอกาสที่ได้บรรยายความรู้ในหลักสูตรปรุงสุขครั้งนี้ อาจารย์สถาวรยังแนะนำการวางแผนสื่อสารอย่างเป็นระบบ โดยเล่าว่าในยุคดิจิทัลเราต้องแข่งกับเวลาเพียง 1-3 วินาทีแรกที่คนกวาดสายตาผ่านโพสต์ คอนเทนต์ยุคนี้จึงต้องมี “Hook” ที่หยุดความสนใจของคนให้ได้ทันที โดยควรเริ่มต้นจากการปักหมุดแบ่งหมวดหมู่เรื่องที่จะพูด หรือที่เรียกว่า Content Pillars เพื่อดีไซน์ให้กลุ่มเป้าหมายจดจำได้อย่างแม่นยำว่าแบรนด์เราเก่งและเชี่ยวชาญเรื่องอะไร จากนั้นค่อยจัดสรรเนื้อหาเหล่านั้นมาลงตารางเวลาโพสต์ล่วงหน้าผ่าน Content Calendar เพื่อให้แบรนด์มีการเคลื่อนไหวและสื่อสารกับผู้คนอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น การสื่อสารเรื่องสารพฤกษเคมี หรือ Phytonutrients ที่เราเลือกวางแผนกระจายรูปแบบสื่อให้หลากหลาย ตั้งแต่การทำ Poster, Infographic ไปจนถึงการเขียนตัว Script สำหรับใช้ลงเสียงบรรยาย เพื่อช่วยย่อยข้อมูลวิทยาศาสตร์ลึก ๆ ให้คนเข้าใจง่ายขึ้นในระหว่างนั่งรออาหาร หรืออย่างกรณีศึกษาของร้านส้มตำเพื่อสุขภาพที่แบ่งหมวดหมู่เป็น 5 ด้าน เพื่อสร้างความผูกพันและนำเสนอความจริงใจของแบรนด์ให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วย 1.ความอร่อยจากวัตถุดิบที่จริงใจ : มุ่งเน้นการเล่าเรื่องที่มาของวัตถุดิบและเคล็ดลับเฉพาะตัวที่ทำให้รสชาติอาหารโดดเด่นกว่าเจ้าอื่น เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจและความซื่อสัตย์ของแบรนด์
2.วิถีชีวิตที่สนุกสนาน (ไลฟ์สไตล์) : เน้นการสื่อสารด้วยอารมณ์ขันหรือมุกตลกที่โดนใจลูกค้า เพื่อสร้างความเป็นกันเองและทำให้แบรนด์ดูมีชีวิตชีวาเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน
3.เสียงยืนยันจากผู้ใช้จริง : ใช้ภาพถ่ายหรือความเห็นของลูกค้าที่มาใช้บริการจริงเพื่อสร้างความมั่นใจ โดยนำเสนอให้เห็นความประทับใจก่อนและหลังการใช้บริการ ซึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี
4.ของดีและเมนูใหม่ : แนะนำรายการอาหารพิเศษประจำเดือนหรือส่วนลดต่าง ๆ แบบนุ่มนวลไม่ยัดเยียด เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์โดยไม่รู้สึกอึดอัดจากการถูกขายของจนเกินไป
และปิดท้ายด้วย 5.เรื่องเล่าหลังบ้าน : พาไปส่องดูความตั้งใจของคนทำงานหรือขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบในครัว เพื่อสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งและทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
โดยการจัดหมวดหมู่เนื้อหาทั้งหมดนี้ ได้รับการออกแบบให้จัดจังหวะการเล่าเรื่องให้ค่อย ๆ เดินไปพร้อมกับเส้นทางการรับรู้และการตัดสินใจของผู้ซื้อครบทั้ง 4 ระยะ และมีหัวใจสำคัญคือ “การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประตูต้อนรับลูกค้าใหม่” และ “การใส่ใจรักษาฐานใจลูกค้าเดิม” ไปพร้อมกัน เพราะลูกค้าใหม่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ลูกค้าเก่าจะทำให้เราเติบโต

สำหรับการอบรมในโมดูลนวัตกรรมดิจิทัลครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภายใต้หลักสูตร “ปรุงสุข” ซึ่งขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรมาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อวางรากฐานสถาปนิกสุขภาพรุ่นใหม่ให้มีความพร้อมในระดับสากล โดยในตอนท้ายของการบรรยาย อาจารย์สถาวรยังได้ทิ้งท้ายถึงหลักการทำงานสู่ความสำเร็จว่า “การบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ต้องเริ่มจากการก้าวทีละก้าวที่เล็กลงแต่ต่อเนื่อง” หรือ “One Small Step at a Time…To Success” เพื่อหนุนเสริมให้ผู้เข้าร่วมการอบรมทุกคนสามารถบูรณาการศาสตร์โภชนบำบัดเชิงรุกเข้ากับนวัตกรรมดิจิทัล จนสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมสุขภาพระดับสากล ตามแนวคิดการพัฒนาศักยภาพที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งนำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี กำลังผลักดันการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เพื่อให้ประเทศไทย สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก
////////////////////////