บัฟเฟตต์วัย 95 ปี ขาหักครั้งแรก รับเปลี่ยนแผนพินัยกรรม เชื่อใจในผู้สืบทอด 100%
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานแห่ง Berkshire Hathaway อัพเดตชีวิตในวัย 95 ประสบอุบัติเหตุขาหักเป็นครั้งแรก เปลี่ยนแผนพินัยกรรม ระงับบริจาคเงินให้มูลนิธิบิลเกตส์ เหตุชิดเชื้อ เจฟฟรีย์ เอปสตีน
บัฟเฟตต์เปิดเผยผ่าน CNBC ว่าเขาเพิ่งประสบอุบัติเหตุขาหักเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เข้ารับการผ่าตัดแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น
เมื่อมองย้อนกลับไป เขามองว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่สุดในโลก
“จากคน 8 พันล้านคน ผมอาจจะเป็น 1 ใน 10 คนที่โชคดีที่สุดในโลก… โชคดีที่บังเอิญค้นพบสิ่งที่ตัวเองถนัด และโชคดีที่เกิดมาในยุคที่ทักษะเหล่านั้นให้ผลตอบแทนมหาศาล”
หากพ่อของเขาไม่ได้มีเส้นทางชีวิตในแบบที่ผ่านมา เขาก็คงไม่ได้มายืนอยู่ในจุดนี้ ความโชคดีจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เขานึกถึงความเหลื่อมล้ำและหน้าที่ในการส่งต่อโอกาสกลับคืนสู่สังคม
ปรัชญาความมั่งคั่ง-การสืบทอดแบบกษัตริย์
เมื่อพูดถึงความมั่งคั่ง โชคดี เหลื่อมล้ำ เหล่านี้ทำให้บัฟเฟตต์ยึดมั่นในหลักการชัดเจนว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องการสืบทอดความมั่งคั่งมหาศาลให้ลูกหลานเพื่อใช้ชีวิตสุขสบายไปวัน ๆ โดยไม่ลงมือสร้างคุณค่าใด ๆ
“ผมไม่เห็นด้วยกับระบบชนชั้นแบบกษัตริย์ที่สามารถส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานเสวยสุขไปเป็นพัน ๆ ปี โดยทิ้งให้คนอื่น ๆ ต้องดิ้นรน ผมเปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ได้ แต่ผมช่วยลดความเหลื่อมล้ำนั้นลงได้”
นำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดการทรัพย์สินครั้งใหญ่ในบั้นปลายชีวิตของเขา
แปลงโฉมพินัยกรรม-การกุศล
จากปรัชญาดังกล่าว บัฟเฟตต์ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนพินัยกรรมและเงินบริจาค โดยยุติการบริจาคเงินเพิ่มเติมให้กับมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation โดยเขาศึกษาข้อมูลและคำให้การต่อสภาอย่างละเอียด และมองว่าแม้จะเป็นความผิดพลาดในการเลือกคบคน แต่ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ การปรับเปลี่ยนนี้จึงเป็นการประเมินและจัดสรรสถานการณ์ใหม่ตามความเหมาะสม
และหันมาทุ่มเททรัพยากรให้กับมูลนิธิของลูก ๆ ทั้งสามคนแทน ซึ่งรวมถึง Susan Thompson Buffett Foundation มูลนิธิที่สานต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมร่วมกับภรรยาคนแรกในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิสตรีและช่วยเหลือผู้ที่ “หยิบได้ฉลากสั้นในชีวิต” โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินกระจายออกไปสูงถึงประมาณ 17.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
การตัดสินใจโยกย้ายความมั่งคั่งครั้งนี้เกิดจากความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า ลูก ๆ จะมีอุดมการณ์และเป้าหมายการทำงานการกุศลที่สอดคล้องกับตัวเองมากที่สุด
พร้อมกันนี้ ยังได้เร่งรัดกรอบเวลาในพินัยกรรม ให้หุ้นทั้งหมดที่เขาถือครองใน Berkshire Hathaway ถูกกระจายเพื่อการกุศลแล้วเสร็จภายในช่วงสิ้นปี 2034 หรือภายในระยะเวลาประมาณ 8 ปีข้างหน้า ซึ่งเร็วกว่าแผนการเดิมที่เคยกำหนดไว้
“เงินตรามีความสำคัญในแง่ของสิ่งที่มันสามารถทำเพื่อผู้อื่นได้ แต่มันไม่ได้สำคัญเลยว่ามันจะทำอะไรให้ผมได้บ้าง”
เชื่อมั่น 100% ในผู้สืบทอด
การที่บัฟเฟตต์ตัดสินใจเร่งกระจายความมั่งคั่งและปล่อยวางการถือหุ้นโหวตได้อย่างสบายใจในช่วงวัย 95 ปี เหตุเพราะเขามั่นใจขั้นสุดในตัวผู้ที่จะเข้ามารับไม้ต่อในการบริหารอาณาจักร Berkshire Hathaway
“ผมจักคนในประเทศนี้ไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำที่จะไว้ใจให้ดูแลบริษัทได้… จนกระทั่งผมเจอ เกร็ก อเบล”
ความไว้วางใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในตัว เกร็ก อเบล (Greg Abel) ทำให้มั่นใจว่าบริษัทที่เขารักจะยังคงเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง แม้ในวันที่เขาไม่ได้เป็นผู้กุมบังเหียนด้วยตัวเองแล้วก็ตาม
มุมมองต่อการลงทุน-AI และสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
แม้จะอยู่ในวัย 95 ปี และกำลังจัดการเรื่องพินัยกรรม แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้มุมมองที่เชื่อมั่นในโลกการเงินยุคใหม่
ทั้งการตัดสินใจของทีมงานเข้าไปถือครองหุ้น Alphabet (Google) ควบคู่ไปกับการรักษาความเชื่อมั่นลงทุนในหุ้น Apple อยู่
ในขณะเดียวกัน ก็เตือนสติวงการการลงทุนด้วยความห่วงใยต่อสภาวะตลาดในปัจจุบันว่า
“ธรรมชาติของมนุษย์ชอบการเดิมพัน ในโลกนี้จึงมีเม็ดเงินมหาศาลที่ใช้เพื่อสร้าง ‘นักพนัน’ มากกว่าที่จะใช้สร้าง ‘นักลงทุน’ ”
บัฟเฟตต์กล่าวว่า ผู้คนจำนวนมากในตลาดปัจจุบันมีพฤติกรรมโน้มเอียงไปทางการเก็งกำไรและการ “เล่นการพนัน” มากกว่าการลงทุนระยะยาวตามพื้นฐานที่ควรจะเป็น